สถานที่ท่องเที่ยว
เกาะเสม็ด เกาะช้าง บ้านพักพัทยา ปาย เขาค้อ ที่พักหัวหิน   
สมุทรปราการ ... แนะนำที่พัก โรงแรม โนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ท....

สมุทรปราการ

>

ที่พักสมุทรปราการ

>

แผนที่สมุทรปราการ

>

ร้านอาหารสมุทรปราการ

>

การเดินทางสมุทรปราการ

>

ประวัติสมุทรปราการ


อำเภอเมืองสมุทรปราการ, สมุทรปราการ
 


พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

อาคารนี้ มีความสูงเท่ากับตึกสูงประมาณ 17 ชั้น ความสูงจากพื้นดินถึงยอด 50 เมตร ตัวอาคารด้านล่าง มีระเบียงรอบเป็นวงกลม มีทางเข้าภายในอาคารได้หลายทาง การออกแบบก่อสร้างได้คำนึงถึงประโยชน์ ใช้สอยควบคู่กันไปกับความสวยงามทางศิลปะ ทุกขั้นตอนการทำงานได้มีการศึกษาทั้งในเรื่องโครงสร้าง วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างอย่างอะเอียดถี่ถ้วน การทำงานจึงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป

ลัษณะอาคารมี 5 ชั้น

ห้องนิทรรศการ

ห้องโถง มีประตูซุ้มใหญ่ 8 ซุ้ม

ชั้นพักบันได และเข้าลิฟท์

ชั้นลอย มีห้องพักรอก่อนขึ้นชั้นบน

ห้องท้องช้าง เป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุ

เมื่อเดินเข้ามาภายในอาคาร จะเป็นเหมือนห้องโถง ตรงกลางโถงเป็นซุ้มโอบรอบด้วยบันไดวน 2 ข้าง ที่ขึ้นมาบรรจบกัน ในส่วนนี้ช่างปูนปั้นฝีมือดีจากเพชรบุรีเป็นผู้ออกแบบและดูแลการทำงาน ซึ่งต้องใช้คน ไม่น้อยกว่า 30 คน ปูนปั้นที่ใช้ในงานนี้เป็นปูนปั้นที่ทำมาจากหินฟูลออลไรท์ จึงมีสีขาวต่างจากปูนซีเมนต์ ช่างจะปั้นเป็นดอกเป็นลายที่ละดอก ไม่ได้ทำเป็นแบบหล่อขึ้นมา แต่ละส่วนจึงมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน

       จากชั้นหนึ่งขึ้นบันไดเวียนไปถึงบริเวณห้องท้องช้าง ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของอาคารเป็นห้องแสดงศิลปวัตถุใน ส่วนนี้จะมีเหล็กที่ก่อสร้างขึ้นมาเป็นคาน   เพื่อแบกรับน้ำหนักของโครงสร้างส่วนบนทั้งหมดพาดไปมา คานส่วนนี้ทำขึ้นเพื่อรับน้ำหนักส่วนที่เป็นหัวช้างทั้ง 3 หัว ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 100 ตัน

        ส่วนของเพดานนั้นใช้กระจกสีออกแบบเป็นรูปแผนที่โลก   ช่างชาวเยอรมันกำลังทำงานส่วนนี้   เมื่อเสร็จเรียบร้อยจะเหมือนหลังคาโลก   ส่วนวัสดุที่นำมาทำผิวช้าง ผู้รับผิดชอบโครงการเลือกใช้ทองแดงบริสุทธิ์ เมื่อเวลาผ่านไปจะมีสนิมสีเขียวจับ ทำให้ผิวช้างมีลวดลายและเป็นว้สดุที่คงทนอยู่ได้นาน

 


อ่านต่อรายละเอียด พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
---------------------------------------

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

อยู่ที่ตำบลตลาด อำเภอพระประแดง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2356 เป็นหลักเมืองเก่าของอำเภอพระประแดง ในสมัยเมื่ออำเภอนี้มีฐานะเป็นเมือง เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งซึ่งชาวเมืองเคารพนับถือมาก

ป้ายทางเข้าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองภายในของศาลหลักเมืองนำดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้มุมด้านนอกของศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

 


อ่านต่อรายละเอียด ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
---------------------------------------

ศาลพระเสื้อเมือง

อยู่ที่ตำบลทรงคะนอง อำเภอพระประแดง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เป็นวัดพุทธไทยเพียงวัดเดียวในย่านพระประแดง ส่วนวัดอื่นๆ มักเป็นพุทธรามัญ พระยาเพชรพิชัย สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 มีลักษณะสถาปัตยกรรมดีเด่นคือ พระอุโบสถมุงหลังคาด้วยกระเบื้องมอญเก่า ไม่มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันมีศิลปะปูนปั้นลายเครือเถาประดับเครื่องลายคราม ภายในมีพระประธานหล่อด้วยโลหะ เป็นพระพุทธปางมารวิชัย พระวิหารมีลักษณะสถาปัตยกรรมเช่นเดียวกับพระอุโบสถ ภายในมีพระพุทธไสยาสน์พระพักตร์งามมาก เหนือหน้าต่างมีภาพปริศนาธรรม เป็นศิลปะตะวันตกซึ่งหาดูได้ยาก นอกจากนี้ยังมีพระมณฑปหลังคามุงด้วยกระเบื้องรางรายรอบด้วยเก๋งจีน ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ มีพระปรางค์ที่มุมทั้ง 4 ด้าน ภายในพระมณฑปมีพระพุทธรูปและรอยพระพุทธบาทจำลองประดับมุข

ด้านหน้า ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองศิลาทองภายในสำหรับกราบไหว้


อ่านต่อรายละเอียด ศาลพระเสื้อเมือง
---------------------------------------

เมืองโบราณ

เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ เริ่มก่อสร้างเมื่อปลายปี 2506 ตั้งอยู่ในเขตตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมือง บริเวณหลักกม.ที่ 33.5 ถนนสุขุมวิท (สายเก่า) ห่างจากตัวจังหวัด 8 กม. เป็นศูนย์รวมปูชนียสถานที่สำคัญๆ ของแต่ละจังหวัด เช่น เขาพระวิหาร ปราสาทหินพนมรุ้ง วัดมหาธาตุสุโขทัย พระพุทธบาทสระบุรี พระธาตุเมืองนคร พระธาตุไชยา ฯลฯ โดยสร้างให้มีขนาดเล็กลง บางแห่งเท่าแบบจริงการสร้างฝีมือประณีต นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งรวบรวมศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านที่นับวันจะสูญหายไปจากสังคมยุคใหม่ ผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของประเทศไทยจะศึกษาได้จากเมืองโบราณแห่งนี้

 เมืองโบราณ   สมุทรปราการเมืองโบราณ   สมุทรปราการหลายจุดให้ชมบรรยากาศด้านในเมืองโบราณ   สมุทรปราการ ที่นี่ได้จำลองสถานที่สำคัญไว้จุดจอดรถรางเรือกลางน้ำเมืองโบราณ   สมุทรปราการการมาที่เมืองโบราณเหมือนได้มาหลายๆสถานที่ท่องเที่ยวทางเข้าด้านหน้าเมืองภายใน ไว้สำหรับถ่ายรูปที่นี่ลักษณะคล้ายๆจังหวัดสุโขทัยจักรยานสำหรับปั่นเล่นซุ้มคล้ายๆที่เยาวราชเมืองโบราณ   สมุทรปราการเมืองโบราณ   สมุทรปราการเมืองโบราณ   สมุทรปราการ ที่นี่ลักษณะคล้ายวัดสำคัญๆ หลายที่
อ่านต่อรายละเอียด เมืองโบราณ
---------------------------------------

พระสมุทรเจดีย์กลางน้ำ

ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ในเขตตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ตามประวัติกล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์กับเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) เป็นแม่กองจัดสร้างป้อมปราการจำนวน 6 ป้อม ใช้เวลาในการก่อสร้างทั้งหมด ๓ ปีจึงแล้วเสร็จ เมื่อสร้างป้อมเสร็จแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ กับเจ้าพระยาพระคลัง เป็นผู้อำนวยการสร้างพระเจดีย์ขึ้นที่เกาะหาดทรายท้ายป้อมผีเสื้อสมุทร เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการที่พระองค์ทรงสละพระราชทรัพย์ เพื่อปกป้องประเทศชาติและพระศาสนา โดยโปรดฯ ให้กรมพระราชวังสถานมงคลมหาศักดิพลเสพ กับพระยาราชสงครามเขียนแบบแผนผังรูปพระเจดีย์ถวาย แล้วทรงเฉลิมพระนามว่า “ พระสมุทรเจดีย์ ”

แต่ยังมิได้ทันก่อสร้างก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน เมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) จึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาศรีธรรมราชกับเจ้าพระยาพระคลังเป็นแม่กองจัดสร้างต่อการก่อสร้างเริ่มเมื่อวันอังคาร ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 12 (ตรงกับวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2370) แล้วเสร็จเมื่อวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 (ตรงกับวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2371) ลักษณะขององค์พระสมุทรเจดีย์ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลนี้เป็นเจดีย์รูปสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ต่อมาได้มีผู้ร้ายลักลอบขุดองค์ระฆังลักเอาพระบรมธาตุที่บรรจุอยู่ภายใน

     สมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างไปถ่ายแบบพระเจดีย์ที่กรุงศรีอยุธยามาจัดการก่อสร้างสวมทับพระเจดีย์รูปเดิมไว้ โดยลักษณะเป็นเจดีย์ทรงกลมวัดจากฐานล่างจนถึงยอดสูงสุด 19 วา จากนั้นจึงอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 12 องค์ จากพระบรมมหาราชวังมาบรรจุไว้แทนของเดิมที่สูญหายไป ในการนี้ได้โปรดฯให้สร้างศาลาเก๋งจีน หอเทียน หอระฆัง พระวิหารพร้อมด้วยพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร กับหลักผูกเรือริมน้ำรอบองค์พระสมุทรเจดีย์ ฯลฯ สิ้นพระราชทรัพย์ในการก่อสร้าง 588 ชั่งเศษ และในรัชกาลต่อมาก็ได้มีการทำนุบำรุง และบูรณะปฏิสังขรณ์พระสมุทรเจดีย์มาโดยตลอด กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนพระสมุทรเจดีย์เป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2487 และเล่ม 110 ตอนที่ 186 วันที่ 12 พฤศจิกายน 2536 รถเมล์ที่ผ่าน  สาย 511 ( ปอ 11 เดิม ) จากสายใต้ใหม่ ไปลงที่ศาลากลางจังหวัด  สาย 507 จากสายใต้ใหม่ ไปลงที่ศาลากลางจังหวัด  สาย 536 จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปลงที่ศาลากลางจังหวัด  สาย 25 จากท่าช้าง ไปลงที่ศาลากลางจังหวัด  จากนั้นนั่งเรือข้ามฟาก  เรือข้ามฟากในตลาด ค่าบริการท่านละ 3 บาท

พระประทานด้านในกราบไหว้พระสมุทรเจดีย์พระสมุทรเจดีย์  สมุทรปราการ 


อ่านต่อรายละเอียด พระสมุทรเจดีย์กลางน้ำ
---------------------------------------

พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ

อยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนนายเรือ บนถนนสุขุมวิท จากแยกบางนาไปสำโรงประมาณ 10 กม. ภายในพิพิธภัณฑ์เป็นที่รวมของข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกองทัพเรือไทยและยุทธนาวีครั้งสำคัญๆ นอกจากนั้น ยังมีเรือจำลองสมัยต่างๆ เช่น เรือที่ใช้ในพระราชพิธีกระบวนเรือพยุหยาตราชลมารค เรือรบหลวงพระร่วง เรือหลวงมัจฉานุซึ่งเป็นเรือดำน้ำลำแรกของกองทัพเรือไทย เปิดให้เข้าชมในวันราชการตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. โดยไม่เสียค่าผ่านประตู รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ โทร. 394-1997


อ่านต่อรายละเอียด พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ
---------------------------------------

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง

จุดมุ่งหมายหลัก “สร้างตลาดขึ้นมาใหม่” เพื่อใช้เป็น สถานที่สำหรับขายสินค้าของชุมชนบางน้ำผึ้ง และตำบลใกล้เคียง ฝั่งเมืองพระประแดง จนถึงปัจจุบันเติบโตจนเป็นแหล่งท่องเที่ยว แห่งใหม่ของจังหวัดสมุทรปราการ นับเป็นตลาดน้ำแห่งใหม่ของ เมืองไทยเที่ยวได้ชิมได้ชมได้ที่ “ ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ” องค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำผึ้งและประชาชนในพื้นที่ ปลุกวิถีชีวิตดั้งเดิมขึ้นมาใหม่ พร้อมใจสร้าง "ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง"

สนทนากันเกี่ยวกับตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง http://www.thai-tour.com/wb/view_topic.php?id_topic=319

 

เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าผลิตผลทางการเกษตรและได้ขยายกรอบการดำเนินงานให้กว้างขึ้น เพิ่มสินค้าในตลาดให้หลากหลายทั้งของกินของใช้ของฝากนานาชนิด จัดเป็นซุ้มให้มีทางเดินยาวกว่า 2 กิโลเมตร ขนานไปกับคลองซอยสายเล็ก ๆ ที่แตกแขนงจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาในพื้นที่ที่ทำการเกษตรของชาวบ้าน จัดจำหน่ายต้นไม้นานาพันธุ์, ปลาสวยงามหลากชนิด, และผลิตผลของชาวบ้าน เช่น มะพร้าวอ่อน มะม่วง น้ำดอกไม้ กล้วยหอม ชมพู่มะเหมี่ยว, ขนมหวานพื้นเมืองฝีมือ ชาวบ้าน เช่น ขนมถ้วย ขนมจาก กล้วยแขก ม้าฮ่อ ขนมตระกูลทอง กาละแมกวน ฝอยเงินที่ใช้ไข่ขาวต้มในน้ำเชื่อม รสหวานชุ่มคอ หมี่กรอบโบราณ ฯลฯ อาหารคาว เช่น ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ไส้กรอกโบราณ ห่อหมกหมู หอยทอดในถาดขนมครก ไก่สะเต๊ะ น้ำพริกต่าง ๆ พร้อมเลือกผักเคียงข้างจาน เช่น ผักกระถิน ผักบุ้ง ผักหนาม ผักดองชนิดต่าง ๆ ที่ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการแปรรูปพืชผักให้มีรับประทานนอกฤดูกาล นอกจากนี้ในตลาดน้ำใกล้กรุง ฯ แห่งนี้ยังเป็น ศูนย์รวมสินค้า OTOP ที่สร้างสรรค์จากคนในชุมชนบางน้ำผึ้ง และตำบลใกล้เคียงในจังหวัดสมุทรปราการ เช่น ดอกไม้เกล็ดปลา บ้านธูปสมุนไพร ผลิตภัณฑ์จากทะเลอย่างกุ้งแห้ง กะปิ หอยดอง ภาพประดิษฐ์จากรกมะพร้าว ของตกแต่งบ้าน – ดอกหญ้าหลากสี,โมบายล์ ลูกตีนเป็ดรูปร่างแปลกตา เป็นต้น

 

ใครจะนั่งชมบรรยากาศตลาดริมน้ำ พร้อมทั้งรับประทานอาหารอร่อย ๆ ที่มีให้เลือกทั้งก๋วยเตี๋ยวหมู เย็นตาโฟ บะหมี่หมูแดง ราดหน้า กระเพาะปลา ข้าวตู หมี่กรอบ ข้าวหน้าต่าง ๆ ขนมจีน น้ำยา น้ำพริกหรือจะเลือกผสมกับแกง แกล้มกับผักสดผักดอง แม่ค้าพ่อขายจะลอยลำเรือ พร้อมรับ รายการอาหารจาก นักท่องเที่ยว ซึ่งจะมาเป็นครอบครัวหรือหมู่คณะ จับจองเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ย นั่งพูดคุยและชมบรรยากาศตลาดริมน้ำและสวนเกษตร ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ หรือเช่าเรือพายชมสวนและตลาดน้ำ เขาก็มีบริการพายเรือจนเมื่อย หากมีเวลามากหน่อยจะพายให้ถึง ประตูน้ำ ที่จะออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ก็จะได้ชมบรรยากาศของบ้านเรือนในวิถีไทย ๆ ตลาดน้ำบางน้ำผึ้งจะเปิดเฉพาะวันเสาร์ – อาทิตย์ เท่านั้น เริ่มเปิดตลาดประมาณแปดโมงเช้าเป็นต้นไปจนถึงเย็น ๆ เลือกชมบรรยากาศตลาดน้ำ ชิมอาหารอร่อยที่มีให้เลือกชิม ตลอดวัน ทั้งของคาว - ของหวาน – ผลไม้ตามฤดูกาล อย่างมะม่วงน้ำดอกไม้ และใครที่เดินชมตลาดจนเมื่อยจะแวะพักนวดตัว นวดเท้า ทางชุมชนก็จัดหมอนวดมือทองไว้บริการนักท่องเที่ยว รับรอง สามารถเดินชมตลาดได้อีกหลายรอบ หรือหากนักท่องเที่ยว ท่านใดสนใจจะเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนชาวสวน จะพักค้างคืนที่ โฮมสเตย์บางน้ำผึ้ง เป็นบ้านพักที่ปลูกอาศัยติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา บางหลังอยู่ติดริมคลองบางน้ำผึ้งสามารถกางเต็นท์นอนได้ มีบ้านไทยโบราณอายุกว่า 100 ปี เลือกพักตามความชอบและเหมาะสมกับนักท่องเที่ยว ถ้ามีเวลาสัก 2 วัน 1 คืนในวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ออกเดินทางแต่เช้า ชมแหล่งท่องเที่ยวในฝั่งพระประแดง ทั้งพระสมุทรเจดีย์, ป้อมพระจุลจอมเกล้า หรือไหว้พระศักดิ์สิทธิ์ชมสถาปัตยกรรม ในวัดต่าง ๆ ที่มีเอกลักษณ์และปลูกสร้างอย่างสวยงามวิจิตรตา ตอนเที่ยงเลือกอาหารอร่อยที่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ยามเย็น เข้าที่พัก โฮมสเตย์บางน้ำผึ้ง พลบค่ำออกจากบ้านชมสิ่งก่อสร้าง “สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม” สิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักเดินทางที่มีความประสงค์จะข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ยามค่ำคืนจะประดับประดาด้วยไฟหลากสีตัดกับผืนน้ำและท้องฟ้า เช้าวันรุ่งขึ้น ใส่บาตรพระ อาหารสำหรับใส่บาตรเจ้าของบ้านจะจัดเตรียม ให้พร้อมซึ่งจะมีพระมาบิณฑบาตรหน้าบ้านทุกวันสาย ๆ ของวันที่สอง เช่าจักรยานสักคันปั่นออกกำลังกาย ชมแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ภายในคุ้งกระเพาะหมู (“ คุ้งกระเพาะหมู ”) เป็นพื้นที่สีเขียวที่มีรูปร่างคล้ายกระเพาะหมูหรือแอกวัว เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ท่ามกลางความเจริญเติบโตของเมืองอย่างกรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่รวม 11,819 ไร่ โอบล้อม ด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา และที่สำคัญ คุ้งกระเพาะหมูแห่งนี้ได้ “อนุรักษ์ให้เป็นพื้นที่สีเขียวตั้งแต่ปี 2520 พื้นป่าแห่งนี้ จึงเป็นแหล่งผลิตอากาศบริสุทธิ์ให้กับ ประชาชนในเขตจังหวัดสมุทรปราการและกรุงเทพมหานคร ช่วยกรองฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศที่เกิดจาก โรงงานอุตสาหกรรมที่มีอยู่มากมาย ” เช่น วัดบางน้ำผึ้งนอก วัดบางน้ำผึ้งใน สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ สวนหมากแดง ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรตำบลบางน้ำผึ้งโดยจะมีมัคคุเทศก์เป็นผู้นำทางและนำเที่ยวตลอดเส้นทาง การเดินทาง รถยนต์ส่วนตัว ใช้ทางด่วนมาลงที่ถนนสุขสวัสดิ์ เมื่อลงทางด่วนขับมาเรื่อย ๆ จะเห็นสามแยก พระประแดง – สุขสวัสดิ์ เลี้ยวซ้ายตรงสถานีบริการน้ำมัน พอถึงตลาดพระประแดงให้เลี้ยวซ้ายผ่านวัดทรงธรรมวรวิหารประมาณ 5 กิโลเมตร จะพบป้ายบอกทางเข้าตลาดให้เลี้ยวขวาเข้ามาประมาณ 1 กิโลเมตร จะถึงสถานีอนามัยบางน้ำผึ้งซึ่งจะเป็นที่จอดรถ รถโดยสารประจำทาง มีรถโดยสารประจำทางสาย ปอ.138, สาย 82, ปอ.140 สาย 82 , สาย 506 ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ • สำนักงาน ททท. ภาคกลางเขต 8 โทร.0-3731-2282, 0-3731-2284 www.tat8.com • องค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำผึ้ง โทร.0-2819-6762, 08-1171-4930

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้งร้านขายเทียนขนมไทยแท้สูตรดังเดิม สไตล์ชาววังร้านก๋วยเตี๋ยวเรือริมน้ำ มีโต๊ะเก้าอี้เล็กๆให้นั่งเล่นสบายๆตลาดเริ่มเก็บของแล้ว ไปเย็นมากเกินไปป้ายด้านหน้าตลาดน้ำบางน้ำผึ้งผลไม้ในตลาดน้ำบางน้ำผึ้งหอยครกกระทะตลาดน้ำบางน้ำผึ้งของเล่นจุ๊กจิ๊กราคาไม่แพงมากเริ่มต้น จาก 1 บาท

 


อ่านต่อรายละเอียด ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง
---------------------------------------

ป้อมพระจุลจอมเกล้า

ตั้งอยู่บริเวณริมปากแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลแหลมฟ้าผ่า อยู่ห่างจากแยกพระสมุทรเจดีย์ ไปตามถนนสุขสวัสดิ์ เดินทางโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 303 ประมาณ 6.5 กิโลเมตร หรือสามารถเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางปรับอากาศสาย 20 ป้อมพระจุลฯ-ท่าดินแดง ป้อมพระจุลฯ เป็นป้อมที่ทันสมัยและมีบทบาทสำคัญยิ่งในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นที่ทำการยิงต่อสู้กับอริราชศัตรูมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เป็นป้อมที่จารึกอยู่ในความทรงจำของคนไทยและประวัติศาสตร์ชาติไทยมายาวนาน เพราะในสมัยนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่า ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสกำลังแสวงหาเมืองขึ้น บรรดาประเทศต่างๆ ที่อยู่ติดเขตแดนไทย ก็ถูกประเทศทั้งสองเข้าครอบครองไปหมดแล้ว นับเป็นภัยใหญ่หลวงสำหรับประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทย พระองค์จึงทรงหาวิธีป้องกันต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องการป้องกันทางน้ำ ทรงดำริให้ปรับปรุงป้อมต่างๆ ทางปากน้ำ โดยจ้างชาวต่างประเทศที่ชำนาญการทหารเรือเป็นที่ปรึกษาวางแผนในการปรับปรุงกิจการทหารเรือในครั้งนั้นด้วย ภายในป้อมพระจุลจอมเกล้าในปัจจุบันมีสิ่งที่น่าสนใจคือ

พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้มีความสง่างามยิ่ง โดยทรงฉลองพระองค์ในชุดจอมทัพเรือ พระหัตถ์ถือกระบี่ นอกจากนี้ภูมิทัศน์โดยรอบยังแวดล้อมไปด้วยแมกไม้นานาชนิดดูร่มรื่น ใต้ฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติความเป็นมาของป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ และเหตุการณ์ในสมัย ร.ศ. 122  พิพิธภัณฑ์เรือหลวงแม่กลอง เป็นเรือรบประจำการมีอายุการใช้งานนานที่สุดในกองทัพเรือเป็นเวลากว่า 60 ปี จนกระทั่งกระทรวงกลาโหมได้พิจารณาเห็นว่ามีสภาพทรุดโทรมมากจึงปลดประจำการเพื่ออนุรักษ์เป็นพิพิธภัณฑ์  อุทยานฯ ประวัติศาสตร์ทหารเรือ จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน เนื่องในวโรกาสที่ทรงมีพระชนม์มายุครบ 6 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2545 สำหรับอุทยานฯ ประวัติศาสตร์ทหารเรือนั้น ประกอบด้วยอาคารนิทรรศการ จัดแสดงภาพความเสียหายจากการรบ และภาพสู่การพัฒนากองทัพเรือ นอกจากนั้นภายในอุทยานฯ ยังมีการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์อาวุธยุทโธปกรณ์กลางแจ้ง รวมทั้งส่วนประกอบต่างๆ ซึ่งแสดงถึงวิวัฒนาการของกองทัพเรือในการป้องกันประเทศตลอดจนบทบาทในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ซึ่งจัดแบ่งเป็น 5 กลุ่ม คือ  - กลุ่มปืนเสือหมอบ ซึ่งเป็นปืนรุ่นแรกที่บรรจุทางท้ายกระบอก และเป็นอาวุธปืนหลุมที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในช่วง ร.ศ. 112 (พ.ศ.2436)  - กลุ่มปืนและอาวุธสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6  - กลุ่มปืนและอาวุธในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1, 2 ยุทธนาวีที่เกาะช้าง  - กลุ่มปืนและอาวุธที่กองทัพเรือมีใช้ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน  - การจัดแสดงสิ่งก่อสร้างและส่วนประกอบต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงบทบาทของกองทัพเรือในยามสงบ และการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล    นอกจากนั้นยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติในเชิงอนุรักษ์ที่นักท่องเที่ยวสามารถชมป่าชายเลนซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของนกกระยาง นกนางนวล ปลาตีน ปูลม หรือปูก้ามดาบ ป้อมพระจุลฯ เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00–18.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด ผู้เข้าชมต้องขออนุญาตจากกองรักษาการณ์บริเวณหน้าประตูป้อมฯ และแลกบัตรประจำตัวไว้ หากต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะและต้องการวิทยากรนำชมสถานที่ต้องทำหนังสือถึงพิพิธภัณฑ์เรือหลวงแม่กลอง  ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 0 2475 6109, 0 2475 6259, 0 2475 8845 และ 0 2475 6357    การเดินทาง  การเดินทางเที่ยวชมป้อมพระจุลจอมเกล้า, พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พิพิธภัณฑ์เรือหลวงแม่กลอง และอุทยานประวัติศาสตร์ทหารเรือ ให้เริ่มต้นจากสามแยกพระประแดง ใช้เส้นทางถนนสุขสวัสดิ์ (ทางหลวงหมายเลข 303) มุ่งหน้าตรงไปทางอำเภอพระสมุทรเจดีย์ ถึงสามแยกพระสมุทรเจดีย์ให้เลี้ยวขวาไปจนสุดถนน ระยะทาง 12 กิโลเมตร จะถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า หรือเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางปรับอากาศและแบบธรรดา สาย 20 (ป้อมพระจุลจอมเกล้า-ท่าน้ำท่าดินแดง ก็สามารถไปถึงป้อมพระจุลจอมเกล้าได้เช่นกัน    ข้อมูลทั่วไป  - เปิดทุกวัน เวลา 08.00-20.00 น.  - ไม่เสียค่าเข้าชม  - โทร. 02-453-7222 

 ป้อมพระจุลเรือโบราณป้อมพระจุล สมุทรปราการ 


อ่านต่อรายละเอียด ป้อมพระจุลจอมเกล้า
---------------------------------------

ป้อมแผลงไฟฟ้า

ตั้งอยู่ข้างตลาดสด ใกล้กับสถานีตำรวจพระประแดงและโรงเรียนเทศบาลป้อมแผลงไฟฟ้า

ป้อมแผลงไฟฟ้า เป็นป้อมที่ยังมีสภาพสมบูรณ์อยู่บางส่วน ปัจจุบันเทศบาลเมืองพระประแดงได้ทำการบูรณะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน โดยบริเวณด้านบนของป้อมได้จัดปืนใหญ่โบราณหลายกระบอกตั้งไว้ให้ชมรอบๆ บริเวณจัดปลูกต้นไม้ร่มรื่น ป้อมแผลงไฟฟ้า สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อ พ.ศ.๒๓๕๘ สร้างขึ้นทางฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ป้อมที่สร้างขึ้นทางฝั่งขวาของแม่น้ำได้แก่ ป้อมมหาสังหาร ป้อมราหูจร ป้อมปีศาจสิง ป้อมวิทยาคม ปัจจุบันเหลือแต่ป้อมแผลงไฟฟ้าเท่านั้น

บริเวณภายในป้อมมีเชิงเทินที่ตั้งปืนใหญ่และถนนที่สำหรับชักลากปืนขึ้นบนเชิงเทิน กำแพงป้อมแผลงไฟฟ้าเป็นกำแพงสองชั้น ตอนกลางอัดแน่นเพื่อป้อมกันกระสุนปืนที่ยิงตกลงมา นับว่าเป็นป้อมที่แข็งแรงมากในสมัยนั้น และระหว่างป้อมฝั่งขวาและป้อมฝั่งซ้ายมีการขึงโซ่โดยใช้ซุงเป็นทุ่นกั้นขวางแม่น้ำเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันเรือข้าศึกที่จะเข้ามารุกรานทางทะเล    ปี พ.ศ.๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมป้อมแผลงไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ และในปี พ.ศ.๒๕๑๔ เทศบาลเมืองพระประแดงได้ตกแต่งซ่อมแซมให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน    ป้อมแผลงไฟฟ้าเป็นโบราณสถานที่รัฐบาลได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๗ ตอนที่ ๕๙ วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๒๓    ประตูป้อมแผลงไฟฟ้า    ป้อมแผลงไฟฟ้า มีกำแพงล้อมรอบตัวป้อมทั้ง ๔ ด้าน คือ ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ด้านทิศใต้ มีกำแพง ๒ ชั้น ถมดินอัดแน่นระหว่างชั้นนอกและชั้นใน    ประตูทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ มีบันไดทางขึ้นไปบนซุ้มประตูด้านในทั้ง ๒ ด้าน มีแนวกำแพงป้อมทั้งด้านขวาและด้านซ้าย ด้านในกำแพงมีบันไดทางขึ้นไปบนกำแพงทางขวามือ เมื่อเดินถึงกำแพงชั้นในจะมีบันไดทางขึ้นไปบนกำแพงชั้นในที่มีดินถมอันแน่นระหว่างกำแพงป้อมชั้นนอกและชั้นในทอดตัวไปทางทิศใต้    ด้านซ้ายมือ เดินถึงกำแพงชั้นในแต่ไม่มีบันไดทางขึ้นไปบนกำแพง มีบันไดทางขึ้นไปบนกำแพงด้านทิศเหนือแต่ไม่มีทางลง    บริเวณภายในป้อมมี    ๑. กำแพงป้อมชั้นในตรงกลางกำแพงมีทางลาดขึ้นลงเป็นที่ชักลากปืนใหญ่ขึ้นไปบนกำแพงป้อมทางทิศใต้ ซึ่งมีดินถมอัดแน่นระหว่างกำแพงชั้นนอกและกำแพงชั้นใน มีปืนใหญ่ตั้งอยู่มุมกำแพงด้านซ้ายมือซึ่งมีอยู่เดิม    ปัจจุบัน สำนักงานเทศบาลเมืองพระประแดง ได้นำปืนใหญ่ขึ้นมาบนกำแพง ตั้งอยู่ตรงกลาง ๑ กระบอก และมุมกำแพงด้านขวา ๑ กระบอก ระหว่างทางลาดมีบันไดทางขึ้นทั้งสองด้านขึ้นไปบนกำแพงแนวกำแพงด้านขวาและด้านซ้ายมีอุโมงค์ก่ออิฐถือปูน มีทางเดินถึงกันได้    ประตูป้อมมี ๓ ด้าน ด้านตะวันตกเฉียงเหนือด้านหน้าป้อม ซุ้มประตูยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ซุ้มประตูอยู่ทนสภาพชำรุด แต่ยังมีส่วนของเดิมอยู่บูรณะได้ ด้านทิศใต้ ประตูทางเข้าอยู่มุมกำแพง ไม่มีซุ้มประตู มีคานเสากลมอยู่ด้านบน และเสากลมติดกับค้านบน ทั้งขวาและซ้ายเป็นเสาประตูอยู่ในสภาพชำรุดแต่บูรณะได้    ๒. กำแพงด้านทิศเหนือ    ๓. กำแพงด้านทิศใต้ มุมกำแพงมีประตูทางเข้าภายในป้อมด้านใน กว้าง ๔.๙๐ เมตร ด้านบนมีคานไม้กลม เส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๒๕ เมตร และมีเสาไม้กลม เส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๓๐ เมตร ติดกับคานบน ทั้งด้านขวาและซ้ายเป็นเสาประตู ฐานกำแพงส่วนล่างไม่ทรุด บนกำแพงมีดินถมอัดแน่นระหว่างกำแพงชั้นนอกและชั้นใน    ๔. กำแพงป้อมด้านทิศตะวันออก ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีประตูทางเข้า อยู่ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ ๗๖ เมตร    ๕. กำแพงป้อมด้านทิศตะวันตก 

ป้อมแผลงไฟฟ้าป้อมแผลงไฟฟ้าปืนสมัยโบราณ ป้อมแผลงไฟฟ้า


อ่านต่อรายละเอียด ป้อมแผลงไฟฟ้า
---------------------------------------

ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์

ตั้งขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2493 ปัจจุบันเป็นฟาร์มจระเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ในเขตตำบลท้ายบ้าน ซึ่งห่างจากตัวเมืองประมาณ 3 กม. ภายในเป็นสถานเพาะเลี้ยงจระเข้ขนาดต่างๆ กว่า 40,000 ตัว มีการแสดงวิธีจับจระเข้ด้วยมือเปล่า ทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ทุกๆ 1 ชั่วโมง พักเที่ยง วันหยุดเพิ่มรอบ 12.00 น. และ 17.00 น. เวลาการให้อาหารจระเข้ 16.30-17.30 น. ;

การแสดงของช้างแสนรู้เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอันมาก มีการแสดงทุก 1 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เวลา 09.30-16.30 น. ทุกวัน นอกจากการเลี้ยงจระเข้แล้ว ภายในฟาร์มยังมีสัตว์แสนรู้อื่นๆ อีก เช่น เสือ และลิงชิมแปนซี สัตว์ประเภทอื่นๆ เช่น ชะนี เต่า งูเหลือม งูหลาม นก อูฐ ฮิปโป และปลาจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ซึ่งจัดแสดงกระดูกและหุ่นจำลองไดโนเสาร์ขนาดเท่าตัวจริงกว่า 13 ชนิด พร้อมการฉายสไลด์มัลติวิชั่น เรื่องของมนุษย์และสัตว์ดึกดำบรรพ์ด้วย

ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 น. ค่าบัตรผ่านประตู ผู้ใหญ่คนละ 50 บาท เด็ก 30 บาท ชาวต่างประเทศคนละ 300 บาท

การเดินทางไปยังฟาร์มฯ นอกจากรถส่วนตัวแล้ว สามารถใช้บริการรถเมล์ ขสมก. สาย ปอ.8 และ ปอ.11 ซึ่งจะสุดสายที่นั้นพอดี หรือรถเมล์ธรรมดาสาย 25, 45, 102 และ 145 ไปยังสมุทรปราการแล้วต่อรถสองแถวสาย S.1 และ S.55

การเข้าชมเป็นหมู่คณะหรือสถาบันการศึกษาที่ต้องการวิทยากร ควรมีหนังสือติดต่อล่วงหน้าไปที่ ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ 555 ถนนท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 10280 หรือ โทร. 387-0020, 387-1166 และ 387-2375

 


อ่านต่อรายละเอียด ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์
---------------------------------------

วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร

ตั้งอยู่ที่ตำบลบางผึ้ง อำเภอพระประแดง เป็นพระอารามหลวงชั้นโท กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ ทรงสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 มีพระอุโบสถและพระวิหารที่งดงาม ในพระอุโบสถมีพระประธานปูนปั้นปิดทองปางมารวิชัย อยู่บนบุษบกยอดปรางค์จตุรมุข

 วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหารวัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร  สมุทรปราการวัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร  สมุทรปราการ บันทึกประวัติศาสตร์วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร ประตูด้านหน้า


อ่านต่อรายละเอียด วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร
---------------------------------------

วัดกลางวรวิหาร

ตั้งอยู่ที่ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นโท เป็นวัดสมัยอยุธยาตอนปลาย เดิมชื่อ วัดตะโกทอง มีพระอุโบสถได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 หน้าบันมีลายปูนปั้นประดับเครื่องลายคราม ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังปฐมสมโพธิกถา ต่อมามีการสร้างพระมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาท 4 รอย นอกจากนี้ยังมีศาลาการเปรียญเป็นเรือนไทยหมู่ไม้สักทั้งหลัง หน้าบันมีลวดลายไม้สลักละเอียดอ่อนสวยงามควรค่าแก่การอนุรักษ์อย่างยิ่ง

 วัดกลาง  สมุทรปราการ วัดกลาง  สมุทรปราการ วัดกลาง  สมุทรปราการ  


อ่านต่อรายละเอียด วัดกลางวรวิหาร
---------------------------------------

วัดอโศการาม

อยู่ริมถนนสุขุมวิท ห่างจากตัวเมือง 6 กม. มีทางแยกขวามือเข้าสู่วัดตรงสถานพักฟื้นสวางคนิวาส วัดนี้เป็นวัดใหม่ สร้างเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2505 ฝ่ายธรรมยุตินิกาย สร้างขึ้นโดยพระสุทธิธรรมรังสีคัมภีร์เมธาจารย์ (พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร) เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งและเป็นสถานที่สำหรับวิปัสสนากรรมฐาน มีสิ่งที่น่าชม เช่น พระธุตังคเจดีย์ เป็นพระเจดีย์หมู่รวม 13 องค์ เป็นที่ระลึกถึงธุดงควัตร 13 ประการ และวิหารวิสุทธิธรรมรังสีเป็นที่ประดิษฐานสรีระท่านอาจารย์ลี

 วัดอโศการาม สมุทรปราการวัดอโศการาม สมุทรปราการพระประทานภายในวัดอโศการาม สมุทรปราการ


อ่านต่อรายละเอียด วัดอโศการาม
---------------------------------------

วัดทรงธรรมวรวิหาร

ตั้งอยู่ที่อำเภอพระประแดง เป็นวัดเก่าแก่ในพุทธศาสนารามัญนิกาย สร้างขึ้นพร้อมกับเมืองนครเขื่อนขันธ์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นโท มีพระรามัญเจดีย์องค์ใหญ่ ศิลปะรามัญ พระวิหารก่ออิฐถือปูน มีช่อฟ้าใบระกาทำด้วยไม้สัก ภายในประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง

 วัดทรงธรรมวรวิหาร  สมุทรปราการวัดทรงธรรมวรวิหารวัดทรงธรรมวรวิหารพระประทานด้านใน


อ่านต่อรายละเอียด วัดทรงธรรมวรวิหาร
---------------------------------------

วัดบางพลีใหญ่

วัดบางพลีใหญ่ใน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดสมุทรปราการ วัดนี้อยู่ริมลำคลองสำโรง ห่างจากประตูน้ำสำโรงประมาณ 13 กิโลเมตร มีเนื้อที่ 40 กว่าไร่ เนื้อที่ตั้งวัดประมาณ 35 ไร่เศษ อยู่ติดกับ ตลาดน้ำโบราณบางพลี ในอุโบสถมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่สมัยสุโขทัยปางมารวิชัยลืมเนตร หน้าตักกว้าง 3 ศอก 1 คืบ เนื้อเป็นทองสัมฤทธิ์ เป็นที่เลื่อมใสของประชาชนโดยทั่วไปนาม หลวงพ่อโต วัดนี้จึงมีชื่อว่า วัดหลวงพ่อโต อีกชื่อหนึ่ง ชาวบางพลีได้อัญเชิญหลวงพ่อโตจำลองลงเรือในพิธีโยนบัวหรือรับบัวทุกปี ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11  อ่านประวัติ ประเพณีรับบัว โยนบัว >>>

การเดินทางจากกรุงเทพฯ หรือจังหวัดต่าง ๆ มายังวัดนี้สะดวกสบายมากด้วยทางรถยนต์ และทางเรือ ทางรถยนต์: - เข้าทางถนนสาย บางนา-ตราด ประมาณกิโลเมตรที่ 12 ข้ามสะพานคลองชวดลากข้าว แล้วจะมีทางเลี้ยวเข้าสู่อำเภอบางพลี ทางด้านขวามือประมาณ 3 กิโลเมตรครึ่ง ก็จะถึงวัด - อีกทางหนึ่งเข้าถนนเทพารักษ์ข้างสถานีตำรวจสำโรงประมาณ 13 กิโลเมตร ก็ถึงวัด ส่วนทางเรือก็มีเรือโดยสารอยู่ที่ท่าเรือสำโรง มีเรือโดยสารออกทุกระยะประมาณไม่เกิน 30 นาที เรือก็จะถึงวัดบางพลีใหญ่ใน นับวาการคมนาคมสะดวกสบายมาก

วัดบางพลีใหญ่ใน เดิมชื่อ วัดพลับพลาไชยชนะสงคราม ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงเรียกวัดนี้ว่า วัดใหญ่หรือ วัดหลวงพ่อโต ทางประวัติศาสตร์ จากโบราณคดีจารึกสืบต่อกันแต่ครั้งโบราณกาล กล่าวว่า วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยามาถึง 2 ครั้ง มาในปี พ.ศ.2112 และ พ.ศ.2310 สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงกอบกู้อิสรภาพสู่ความเป็นไทยอีกครั้งหนึ่งพระองค์ทรงกระทำสงคราม และได้มีชัยชนะแก่พม่าหลายต่อหลายครั้ง จนอาณาเขตของประเทศไทย (สยาม) ขยายออกไป อีกอย่างกว้างขวาง

ณ ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงยาตรากองทัพขับไล่ข้าศึกมาทางทิศตะวันออกของกรุงศรีอยุธยา มาถึงยังตำบลหนึ่งซึ่งยังไม่ปรากฏนามและ ณ ที่แห่งนี้พระองค์ได้ทรงสั่งให้หยุดทัพพักไพร่พล และได้ทรงทำพิธีกรรมบวงสรวงหาฤกษ์ยามอันเป็นนิมิตตามตำรับพิชัยสงคราม ก่อนที่จะยาตราทัพไล่กวาดล้างข้าศึกและอริราชศัตรูต่อไป การทำพิธีพลีกรรมบวงสรวงนี้ ตามประเพณีโบราณมีการปลูกศาลเพียงตา พร้อมทั้งเครื่องเซ่นสังเวย ประดามี ข้าวตอกดอกไม้ สัตว์สี่เท้า สัตว์สองเท้า ขนมต้มขาว ขนมต้มดำ ขนมต้มแดงและอื่นๆ พร้อมทั้งอัญเชิญพระแสงปืน พระแสงดาบ และสรรพวุธ บรรดามี เพื่อเข้าในพิธีพลีกรรมบวงสรวงนี้ พร้อมทั้งตั้งสัจจะอธิษฐานต่อเทวาอารักษ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายว่า “ถ้าหากพระองค์ยังมีบุญญาธิการปกครองไพร่ฟ้าประชาชน พร้อมทั้งบ้านเมืองให้ได้รับ ความร่วมเย็นเป็นสุขแล้ว ขอให้พระองค์จงมีชัยชนะต่ออริราชศัตรูทั้งมวล ครั้งเมื่อพระองค์ทรงกรีฑาทัพรบได้ชัยชนะแล้ว ก็ทรงยาตราทัพกลับสู่กรุงศรีอยุธยา ย้อนผ่านกลับมาทางเดิม ที่พระองค์ได้ทรงกระทำพิธีกรรมบวงสรวงนั้นก็ทรงได้โปรดให้สร้างพลับพลาชัยขึ้นไว้เป็นอนุสรณ์ ในชัยชนะของพระองค์ และทรงขนานพระนามว่า “พลับพลาชัยชนะสงคราม” ครั้งต่อมาชาวบ้านในละแวกแถบนั้นได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นที่พลับพลาแห่งนี้และเรียกวัดที่สร้างขึ้นนี้ว่า “วัดพลับพลาชัยชนะสงคราม”

ส่วนชื่อของตำบลนั้นได้มีชื่อว่า “บางพลี” ก็เพราะเหตุที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงกระทำพิธีพลีกรรมบวงสรวงนั้นเอง ดังนั้นประชาชนทั้งหลายจึงเรียกว่าบางพลีและวัดพลับพลาชัยชนะสงครามก็ถูกเรียกตามตำบลนั้นอีกว่า “วัดบางพลี” ซึ่งชื่อนี้ประชาชนนิยมเรียกกันมากกว่าชื่อเดิม แต่เนื่องจากต่อมาได้มีการสร้างวัดขึ้นอีกอยู่ทางด้านนอก เรียกกันว่า วัดบางพลีใหญ่กลาง ส่วนวัดพลับพลาชัยชนะสงครามเป็นวัดที่อยู่ทางด้านในมีอาณาเขตใหญ่โตซึ่งต่อมาได้พระพุทธรูปองค์ใหญ่เป็นมิ่งขวัญของวัดจึงเรียกว่า “วัดบางพลีใหญ่ใน” หรือ “วัดหลวงพ่อโต” มาจนตราบเท่าทุกวันนี้

ประวัติหลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบางพลี ชาวสมุทรปราการ และประชาชนทั่วไปเคารพนับถือ ตามตำนานกล่าว่า หลวงพ่อเป็นพระพุทธรูปลอยน้ำมาจากทางเหนือ บ้างก็ว่ามาด้วยกัน 3 องค์บ้าง แล้วแยกย้ายกันขึ้นบกตามจังหวัดต่างๆที่ประชาชนอาราธนาขึ้น    ตำนานพระพุทธรูปลอยน้ำ 3 องค์ มีผู้เล่าไว้ดังนี้ เมื่อประมาณ 200 กว่าปีมาแล้ว มีพระพุทธรูปสมัยล้านช้าง 3 องค์ ประกอบด้วยหลวงพ่อวัดบ้านแหลม (ปางอุ้มบาตร) เป็นองค์พี่ หลวงพ่อโสธร (ปางสมาธิ) เป็นองค์กลาง และ หลวงพ่อโต (ปางสมาธิ) เป็นองค์ใหญ่ที่สุด แต่เป็นองค์น้องสุดท้อง พระพุทธรูปทั้งสามได้แสดงปาฏิหาริย์ โดยการลอยน้ำมาจากทางเหนือ ล่องมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา จนถึงตำบลหนึ่งก็แสดงองค์ ให้ประชาชนเห็น ประชาชนมีความศรัทธา จึงอาราธนาพระพุทธรูปทั้งสามขึ้นจากน้ำ ด้วยการพร้อมใจกันฉุด แต่ฉุดเท่าไรก็ไม่ขึ้น จนต้องเกณฑ์จำนวนคนมาช่วยกันฉุดถึงสามแสนคน พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ก็ไม่ยอมขึ้นจากน้ำ ต่อมาตำบลนี้จึงได้ชื่อว่า ตำบลสามแสน แล้วกลายมาเป็นสามเสนในปัจจุบัน    ประชากรหมดหวังที่จะนำพระพุทธรูปทั้งสามขึ้นจากน้ำ จึงปล่อยให้ลอยน้ำต่อไปอีก จนถึงแม่น้ำบางปะกงเข้าไปถึงคลอง บางพระ จังหวัดฉะเชิงเทรา ประชาชนที่นี้อาราธนาท่านขึ้นมาจากน้ำอีกครั้ง ท่านก็ยังไม่ขึ้นลอยน้ำต่อไปอีกเรื่อยๆจนในที่สุด องค์พี่ คือ หลวงพ่อบ้านแหลมลอยไปตามแม่น้ำแม่กลอง แล้วขึ้นประดิษฐานที่วัดบ้านแหลม (วัดเพชรสมุทรวรวิหาร) จังหวัดสมุทรสงคราม องค์กลาง คือ หลวงพ่อโสธรกลับลอยทวนน้ำไปถึงวัดเสาทอน ริมทฝั่งแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วขึ้นประดิษฐานที่วัดนี้ ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นวัดโสธร (วัดโสธรวรารามวรวิหาร) ส่วนองค์สุดท้อง คือ หลวงพ่อโต ลอยเข้าไปในคลองสำโรง แม่น้ำเจ้าพระยา ประชาชนจึงทำแพผูกติดกับองค์ท่าน แล้วใช้เรือพายจูงไปตามลำคลอง เมื่อถึงวัดบางพลีใหญ่ใน ท่านก็แสดงปาฏิหาริย์อีกครั้ง คือ จะพายเรือจูง ท่านไปอย่างไร ท่านก็ไม่ไป ประชาชนอาราธนาขึ้นประดิษฐานที่วัดบางพลีใหญ่ใน (วัดพลับพลาชัยชนะสงคราม) จังหวัดสมุทรปราการ

 กราบไหว้บูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนพระประทานพิธีโยนบัวพระเจดีย์

 


อ่านต่อรายละเอียด วัดบางพลีใหญ่
---------------------------------------
---------------------------------------

สถานตากอากาศบางปู

ประวัติสถานตากอากาศบางปู

ในปี พ.ศ. 2480 จอมพล ป.พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้ดำริให้สร้างเป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับประชาชนทั่วไปเนื่องด้วยพื้นที่ติดชายทะเลและระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯ พ.ศ. 2482 การดำเนินการก่อสร้างสะพานสุขตาเสร็จเรียบร้อยเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้รับผิดชอบดูแล โดยมีอธิบดีกรมสาธารณสุขเป็นประธานในชื่อเรียก  "สถานตากอากาศชายทะเล บางปู" พ.ศ.2484 หยุดดำเนินการ เนื่องจากกองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกเพื่อใช้เป็นทางผ่านในการสู้รบกับฝ่ายสัมพันธมิตร ในสงครามมหาเอเชียบูรพา พ.ศ.2490 เมื่อเหตุการณ์สงบลงได้เปิดดำเนินการใหม่อีกครั้งโดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ดูแล พ.ศ. 2491 กรมพลาธิการทหารบก ได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบตามลำดับ คือ กรมสวัสดิการทหารบก,  กรมพลาธิการทหารบก องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก,กรมพลาธิการทหารบกและโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พ.ศ. 2501 กรมพลาธิการเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ เปิดบริการขายอาหารและเครื่องดื่ม ที่บริเวณปลายสะพานสุขตา โดยเปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา06.00-20.00น. จัดดนตรีและลีลาศในวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 12.00-18.00น.จัดบริการที่พักที่ปลายสะพานสุขตา ในราคา 60-110 บาท/วัน บ้านพักบริเวณริมแนวเขื่อน 80 บาท/วัน พ.ศ. 2505 กองทัพบกได้จัดตั้งเป็นสถานพักฟื้นและตากอากาศ กองทัพบก โดยมีคณะกรรมการอำนวยการสถานพักฟื้นและตากอากาศ กองทัพบกเป็นผู้กำกับดูแล โดยจัดแบ่งเป็นสถานพักฟื้นและตากอากาศบางปูกับสถานพักฟื้นและตากอากาศหาดเจ้าสำราญ พ.ศ. 2512 ได้ดำเนินกิจการสถานพักฟื้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจัดให้มีการรักษาพยาบาลและฟื้นฟูสภาพร่างกาย และจิตใจ บำรุงขวัญ ให้แก่ทหารที่บาดเจ็บจากการสู้รบ ซึ่งรับจาก รพ.พระมงกุฎเกล้าฯ ในชื่อเรียก " สถานพักฟื้นและพักผ่อนกรมพลาธิการทหารบก " พ.ศ. 2533 เปิดอนุสรณ์สถานเครื่องหมายทางประวัติศาสตร์ สงครามมหาเอเชียบูรพา เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก ณ สถานที่แห่งนี้ โดยมีพลเอกสายหยุด เกิดผล เป็นประธานในพิธี พ.ศ. 2535 จากการดำเนินการมาหลายปีทำให้สิ่งก่อสร้างบริเวณร้านอาหารและห้องพักที่ปลายสะพานสุขตาชำรุด ได้ปรับปรุงห้องพักด้านขวาเป็น " ห้องกาแฟนางนวล " และห้องบริเวณด้านซ้ายเป็นที่รับประทานอาหาร พ.ศ. 2536 ร้านอาหารที่ปลายสะพานสุขตาถึงคราวต้องปิดตัวลง เนื่องจากความทรุดโทรม ของฐานรากอาคารชำรุดมาก ไม่ปลอดภัยกับผู้มาใช้บริการ พ.ศ. 2537 ดำเนินการก่อสร้างร้านอาหารชั่วคราว บริเวณริมฝั่งด้านทิศตะวันออก เพื่อบริการอาหารเครื่องดื่มจำนวน 8 หลัง เสร็จสิ้นและเปิดบริการเมื่อ วันที่ 24 ธันวาคม 2537 พ.ศ. 2540 เริ่มดำเนินการปรับปรุงและซ่อมแซมสะพานสุขตาและอาคารร้านอาหารปลายสะพานสุขตา พ.ศ. 2542 เนื่องจากสถานการณ์ภายในบ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป การสู้รบตามแนวชายแดนลดน้อยลง ทำให้สถานพักฟื้นไม่มีทหารที่บาดเจ็บจากการสู้รบมาฟื้นฟูสภาพจิตใจและร่างกาย กองทัพบกจึงได้มีคำสั่งแก้ อัตรากองทัพบกโดยยุบสถานพักฟื้น คงเหลือไว้เพียงสถานพักผ่อน เปลี่ยนชื่อหน่วย จากกองอำนวยการสถานพักฟื้นและพักผ่อนกรมพลาธิการทหารบก เป็น กองอำนวยการสถานพักผ่อน กรมพลาธิการทหารบก มีภารกิจในกิจการของทหารพักผ่อนจากกองทัพภาคต่าง ๆ ปีละ 6 ผลัด สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป พ.ศ. 2543 การปรับปรุงซ่อมแซมสะพานและร้านอาหารปลายสะพานสุขตาได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อย พร้อมเปิดให้บริการแก่ข้าราชการ ลูกจ้างสังกัดกองทัพบกตลอดจนประชาชนทั่วไปในเดือนสิงหาคม 2543 เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น " ศาลาสุขใจ "

 บางปู สมุทรปราการบางปู สมุทรปราการนกนางนวล บางปู สมุทรปราการนกบินเยอะมากพระอาทิตย์ยามเย็นสะพานปูชมพระอาทิคย์ริมสะพานยามเย็นถ้ายจากอีกมุมหนึ่งด้านนี้จะมองเห็นชัดมากสะพานบางปู


อ่านต่อรายละเอียด สถานตากอากาศบางปู
---------------------------------------

วัดโปรดเกศเชษฐาราม

อยู่ที่ตำบลทรงคะนอง อำเภอพระประแดง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เป็นวัดพุทธไทยเพียงวัดเดียวในย่านพระประแดง ส่วนวัดอื่นๆ มักเป็นพุทธรามัญ พระยาเพชรพิชัย สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 มีลักษณะสถาปัตยกรรมดีเด่นคือ พระอุโบสถมุงหลังคาด้วยกระเบื้องมอญเก่า ไม่มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันมีศิลปะปูนปั้นลายเครือเถาประดับเครื่องลายคราม ภายในมีพระประธานหล่อด้วยโลหะ เป็นพระพุทธปางมารวิชัย พระวิหารมีลักษณะสถาปัตยกรรมเช่นเดียวกับพระอุโบสถ ภายในมีพระพุทธไสยาสน์พระพักตร์งามมาก เหนือหน้าต่างมีภาพปริศนาธรรม เป็นศิลปะตะวันตกซึ่งหาดูได้ยาก นอกจากนี้ยังมีพระมณฑปหลังคามุงด้วยกระเบื้องรางรายรอบด้วยเก๋งจีน ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ มีพระปรางค์ที่มุมทั้ง 4 ด้าน ภายในพระมณฑปมีพระพุทธรูปและรอยพระพุทธบาทจำลองประดับมุข

 วัดโปรดเกศเชษฐาราม  สมุทรปราการพระพุทธไสยาสน์ หรือพระพุทธรูปนอน ด้านนอกของวัดโปรตเกศเชษฐารามพระที่ทุกคนมาแล้วต้องนำดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้


อ่านต่อรายละเอียด วัดโปรดเกศเชษฐาราม
---------------------------------------

สวนศรีนครเขื่อนขันธ์

สวนศรีนครเขื่อนขันธุ์ จัดเป็นสวนสาธารณะที่พักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกายสำหรับประชาชนและเป็นที่ศึกษาระบบนิเวศน์ของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ในท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียง มี 2 ส่วน สวนสาธารณะที่ปรับปรุงจากพื้นที่สวน จัดทำเป็นสนามหญ้า และปลูกไม้ดอกไม้ประดับอย่างสวยงาม มีสระน้ำขนาดใหญ่ มีศาลาริมน้ำให้นั่งพักผ่อน สภาพพื้นที่ท้องร่องสวน โดยมีสะพานไม้หรือบอร์ดวอล์คทอดยาวออกไปให้เดินชมบรรยากาศที่ร่มรื่น ลักษณะของสวนเป็นการผสมผสานของสวนสาธารณะที่มีการจัดสภาพภูมิทัศน์ให้สวยงาม ประกอบด้วยพันธุ์ไม้น้ำ พันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่สามารถเจริญเติบโตได้ในน้ำกร่อยกับการรักษาสภาพสวนเกษตรดั้งเดิมซึ่งเป็นสวนผลไม้เก่าไว้ โดยเป็นพื้นที่สีเขียวที่รัฐบาลกำหนดให้เป็น “ปอดของกรุงเทพฯ” มีสะพานไม้ทอดยาวให้เดินชมพื้นที่อันสงบร่มรื่น รวมถึงหอชมวิวสูง 7 เมตร ที่สามารถชมทิวทัศน์ได้โดยรอบ มีจักรยานให้เช่าสำหรับขี่ชมรอบสวน

 ป้อมยามด้านหน้าสวนพฤกษชาติศรีนครเขื่อนขันธ์ สะพาน ภายในสวนพฤกษชาติศรีนครเขื่อนขันธ์ภายในสวยปั่นจักรยานได้ กับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ


อ่านต่อรายละเอียด สวนศรีนครเขื่อนขันธ์
---------------------------------------

สุวรรณภูมิ

สนามบินนานาชาติของประเทศไทย มีหอบังคับการบินที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง 132.2 เมตร ล็อบบี้ของโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งอยู่ด้านหน้าอาคารผู้โดยสาร มีห้องพักถึง 600 กว่าห้อง เป็นบริเวณล็อบบี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ถึง 17 ไร่ อาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเคยเป็นอาคารผู้โดยสารเดี่ยวที่ถูกบันทึกว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ในการก่อสร้างครั้งเดียว โดยมีพื้นที่ใช้สอยราว 563,000 ม.² แต่ในปัจจุบัน สถิติดังกล่าวตกเป็นของอาคารผู้โดยสารที่ 3 ของท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยราว 1,500,000 ม.²    รายละเอียด :  ห่างจากใจกลางเมืองกรุงเทพมหานครประมาณ 25 กิโลเมตร เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 รัฐบาลได้กำหนดให้ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศไทยแทนท่าอากาศยานดอนเมือง และตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลางการบินในทวีปเอเชีย อีกทั้งการเน้นพัฒนาคุณภาพการให้บริการของท่าอากาศยานให้ได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 10 ท่าอากาศยานที่มีคุณภาพการบริการดีที่สุดในโลกในปี พ.ศ. 2553 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิถูกออกแบบโดยเฮลมุต ยาห์น มีหอควบคุมที่สูงที่สุดในโลก (132.2 ม.) และอาคารผู้โดยสารเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก (563,000 ม.²) ปัจจุบันเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (สามารถรองรับเที่ยวบิน 76 เที่ยวต่อชั่วโมง และผู้โดยสาร 45 ล้านคนต่อปี) และศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศ (สามารถรองรับสินค้าได้ 3 ล้านตันต่อปี)

 


อ่านต่อรายละเอียด สุวรรณภูมิ
---------------------------------------

ห้องน้ำไฮเทควัดบางพลีใน

วัดบางพลีใหญ่ในได้ทำการก่อสร้างห้องสุขาใต้อาคารเดิมโดยมีลักษณะวิจิตรงดงามแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง หน้าประตูทางเข้ามีชั้นวางรองเท้าสำหรับผู้ใช้บริการได้เปลี่ยน ห้องสุขาได้กั้นเป็นห้องกระจกติดแอร์ พื้นปูด้วยกระเบื้องลวดลายสวยงาม ภายในห้องแบ่งเป็นห้องสุขา ชาย หญิง จำนวน 12 ห้อง และห้องปัสสาวะชาย 1 ห้อง  เวลาเปิด ปิดเท่ากับเวลาวัดเลย หมายเหตุ คนที่มาเข้าจะต้องต่อคิวกันเป็นจำนวนมาก

 บรรยากาศทางเข้าด้านหน้าเป็นธรรมชาติมากอ่างสำหรับล้างมือด้านนี้จะเป็นส่วนของน้ำผู้ชายห้องน้ำที่นี่สะอาดมาก


อ่านต่อรายละเอียด ห้องน้ำไฮเทควัดบางพลีใน
---------------------------------------

เมกาบางนา

เมกาบางนา เป็นแหล่งช็อปปิ้งขนาดใหญ่ ที่มีพื้นที่กว่า 254 ไร่ ตั้งติดกับถนนบางนาตราด ในปี 2554 ถือว่าย่านบางนาคือทำเลทอง Hot สุด ๆ ที่ทุนต่างชาติแห่ยึดครองไม่ว่าจะเป็นทุน China City Complex หรือทุนสัญชาติสวีเดนที่จะมาลงห้างค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ 4 หมื่นตารางเมตรภายใต้ Brand IKEA หรืออิเกีย    ที่กม.8.5 บนพื้นที่ 254 ไร่ ที่จะทำให้ผู้ประกอบการด้านเฟอร์นิเจอร์ต้องนอนไม่หลับอีกครั้งหนึ่ง หลังจากมีแผนเปิดตัวในช่วงปลายปี 2554 นี้ เพราะทุนข้ามชาติครั้งนี้มีจุดขายที่น่าสนใจยิ่งผนวกกับ "สยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเม้นท์" ร่วมพัฒนาโครงการ "เมกะบางนา" โปรเจ็กต์มูลค่า 1 หมื่นล้านบาทแล้วยิ่งมีแม่เหล็กขนาดใหญ่ ภายใต้การสนับสนุนเงินกู้จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย ที่ปล่อยสินเชื่อสนับสนุนโครงการศูนย์การค้าเมกาบางนา วงเงินสินเชื่อ 6,500 ล้านบาท  ภายในเมกาบางนา มี  อิเกีย - เป็นร้านเฟอร์นิเจอร์สัญชาติสวีเดน ที่เลือกมาเปิดตัวกับเมกาบางนาเป็นสาขาแรกในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นสาขาที่มีพื้นที่สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย  โฮมโปร - ร้านอุปกรณ์และเครื่องมือช่างของคนไทย ที่เลือกที่จะพลิกโฉมหน้าใหม่กับสาขาใหม่ที่เมกาบางนา ให้ทันสมัยมากขึ้น ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่มากขึ้น และยังได้เปิดตัวภาพลักษณ์ใหม่ และโลโก้พร้อมสโลแกนใหม่ว่า your home store เป็นสาขาแรกอีกด้วย  บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า - พรี่เมี่ยมไฮเปอร์มาร์เก็ตแห่งใหม่ ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าระดับเกรด A ได้อย่างครบครัน ด้วยสินค้านานาชนิตจากทั่วทุกมุมโลก และยังมีสินค้าบางรายการที่พิเศษเฉพาะที่เมกาบางนาแห่งเดียวเท่านั้น  เมกา ซีนีเพล็กซ์ - แบรนด์โรงภาพยนตร์ที่ 6 ของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ที่นำเสนอในกรอบความคิด "ดิจิทัศน์แห่งอาณาจักรบันเทิง" เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ด้วย 15 โรงภาพยนตร์ระบบดิจิตอลล้วน อีกทั้งยังการันตีด้วยระบบการฉายที่ทันสมัยที่สุด เทียบเท่าโรงภาพยนตร์ระดับ 6 ดาวอย่างพารากอนซีนีเพล็กซ์ ในราคาที่ทุกคนยอมรับได้  โรบินสัน - ด้วยลุคใหม่อย่าง โมเดิร์นลอฟท์ ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วกับสาขาเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 โรบินสันได้เลือกใช้รูปแบบนี้กับสาขาเมกาบางนาอีกครั้ง โดยมีพื้นที่ใช้สอย 15,000 ตารางเมตร บนความสูงทั้งหมด 3 ชั้น เต็มที่ไปด้วยแบรนด์ดังๆ มากมาย ทั้งจากในและต่างประเทศ รวมถึงสินค้าแบรนด์ใหม่ๆ อีกมากมายที่จะเติมเต็มลุคพรีเมี่ยมของโรบินสันอีกครั้ง    เงื่อนไข :  เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.30 - 22.00 น. ติดตามรายละเอียดได้ที่ Mega-bangna.com

 


อ่านต่อรายละเอียด เมกาบางนา
---------------------------------------

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

หัวหิน  เกาะเสม็ด   เกาะช้าง  เกาะเต่า  พัทยา  ภูเรือ  เขาใหญ่  เขาค้อ  ดอยอินทนนท์  สวนผึ้ง

บริษัท ไทยทัวร์ อินโฟ จำกัดด
Email: info@thai-tour.com All rights reserved by Thai-Tour.Com with TAT License 11/04452
เกี่ยวกับเรา | นโยบายความเป็นส่วนตัว | การใช้เวปไซต์ | โฆษณา