สถานที่ท่องเที่ยว
เกาะเสม็ด เกาะช้าง บ้านพักพัทยา ปาย เขาค้อ ที่พักหัวหิน   
หนองคาย

หนองคาย

>

ที่พักหนองคาย

>

แผนที่หนองคาย

>

ร้านอาหารหนองคาย

>

การเดินทางหนองคาย

>

ประวัติหนองคาย


กาฬสินธุ์

   สถานที่ท่องเที่ยว

 


หลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย

 เป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก มีพระรูปลักษณะงดงามมาก ขนาดหน้าตักกว้าง 2 คืบ 8 นิ้ว ส่วนสูงจากองค์พระเบื้องล่างถึงยอดพระเกศ 4 คืบ 1 นิ้ว ประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย ซึ่งเป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ที่ถนนโพธิ์ชัย ในเขตเทศบาลเมือง เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ชาวเมืองหนองคายนับถือมาก มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติไทยหลายตอน เสด็จในกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานไว้ในหนังสือประวัติพระพุทธรูปสำคัญซึ่งพิมพ์แจกในงานทอดกฐินพระราชทาน พ.ศ. 2468 ว่า หลวงพ่อพระใส เป็นพระพุทธรูปหล่อในประเทศล้านช้าง และตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า พระธิดา 3 องค์ แห่งกษัตริย์ล้านช้างเป็นผู้สร้าง บางท่านก็ว่าเป็นพระราชธิดาของพระไชยเชษฐาธิราช ได้หล่อพระพุทธรูปขึ้น 3 องค์ และขนานนามพระพุทธรูปตามนามของตนเองไว้ด้วยว่า พระเสริมประจำพี่ใหญ่ พระสุกประจำคนกลาง พระใสประจำน้องสุดท้อง มีขนาดลดหลั่นกันตามลำดับ

 พ.ศ. 2321 พระเจ้าธรรมเทววงศ์ได้อัญเชิญไปไว้ ณ เวียงจันทน์ และในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้อัญเชิญมาฝั่งไทย แต่เกิดพายุ พระสุกจมน้ำอยู่ที่ปากงึ่ม (เวินพระสุก) ส่วนพระเสริมและพระใส ประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ชัยและวัดหอกล่อง ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ได้อัญเชิญพระเสริมลงมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ ส่วนพระใสประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย ทุกปีในวันเพ็ญกลางเดือน 7 ชาวเมืองหนองคายจะมีงานประเพณีบุญบั้งไฟบูชาพระใสที่วัดโพธิ์ชัยเป็นประจำ

 การเดินทางจากตัวเมืองหนองคาย ใช้เส้นทาง 212 (ไปทางอ.โพนพิสัย) อยู่บริเวณหลักก.ม.ที่ 2

วัดโพธิ์ชัย หนองคายเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุกหลวงพ่อพระใสภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถหลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัยคาถาบูชาหลวงพ่อพระใส


อ่านต่อรายละเอียด หลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย
---------------------------------------

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว

ตั้งอยู่ซอย 1-2 บ้านจอมมณี ตำบลมีชัย เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงไปยังท่านาแล้ง แขวงเวียงจันทน์ของประเทศลาว เป็นสะพานแห่งแรกที่สร้างขึ้นด้วยความร่วมมือของ 3 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย ลาว และประเทศไทย นับว่าเป็นสะพานที่สร้างความสัมพันธ์ไทย-ลาว ให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม นอกจากนี้แล้วยังเป็นจุดชมวิวแม่น้ำโขงที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง คาดว่าจะเสร็จในปี พ.ศ. 2537 ช่วงตัวสะพานมีความยาว 1.20 กม. กว้าง 15 เมตรมีช่องสำหรับเดินรถ 2 ช่องทาง ซึ่งตรงช่วงกลางสะพานออกแบบไว้สำหรับสร้างทางรถไฟ

การนำรถออกจากด่านไทย ต้องทำเอกสารนำรถออก เสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด สอบถามรายละเอียด โทร. (042) 412482

ศาลาบริเวณใกล้เคียงสะพานมิตรภาพไทย-ลาวเป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงไปยังท่านาแล้ง แขวงเวียงจันทน์ของประเทศลาวสะพานมิตรภาพไทย-ลาว


อ่านต่อรายละเอียด สะพานมิตรภาพไทย-ลาว
---------------------------------------

พระธาตุบังพวน

พระธาตุบังพวน ตั้งอยู่ที่วัดพระธาตุบังพวน บ้านดอนหมู ตำบลพระธาตุบังพวน ห่างจากอำเภอเมืองหนองคาย ประมาณ 21 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 2 (หนองคาย-อุดรธานี) ประมาณ 11 กิโลเมตร แล้วแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 211 (หนองคาย-ท่าบ่อ) ถึงบริเวณกิโลเมตรที่ 10 วัดจะอยู่ด้านขวามือริมทาง

เดิมพระธาตุบังพวนเป็นเจดีย์เก่าแก่ เป็นที่เคารพสักการะของชาวหนองคายมาช้านานตัวองค์พระธาตุเดิมเป็นเจดีย์สร้างด้วยอิฐเผา มีรูปทรงแบบสถาปัตยกรรมท้องถิ่น ลักษณะเจดีย์ เป็นรูปสถูปแบบอินเดียรุ่นเดียวกับองค์พระปฐมเจดีย์ เจดีย์องค์ปัจจุบันบูรณะขึ้นใหม่โดยกรมศิลปากรในระหว่างปี พ.ศ. 2519-2521 หลังจากที่องค์เดิมได้พังทลายลงเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2513 เนื่องจากฐานทรุด พระธาตุองค์ปัจจุบันมีฐานทักษิณ 5 ชั้น กว้าง 17.20 เมตร สูงถึงยอดฉัตร 34.25 เมตร รูปปรางค์สี่เหลี่ยมต่อกันเป็นบัวปากระฆังชั้นที่ 6 เป็นรูประฆังคว่ำ ชั้นที่ 7 เป็นรูปดาวปลี และเหนือชั้นไปเป็นที่ตั้งฉัตรและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังมีสถานที่สำคัญคือ

พิพิธภัณฑ์พระธาตุบังพวน

ซึ่งเป็นห้องเล็กๆ อยู่ใกล้กับองค์พระธาตุ ซึ่งภายในจะเก็บซากเศษหิน ใบเสมา ศิลาจารึก ตลอดจนโบราณวัตถุของพระธาตุองค์เก่า รวมทั้งประวัติขององค์พระธาตุ

สระพญานาค

อยู่ในบริเวณใกล้ๆ องค์พระธาตุ ซึ่งในสมัยโบราณเมื่อมีการแต่งตั้งผู้ใดเป็นเจ้าเมือง ก็จะนำน้ำจากสระนี้ไปสรงเพื่อเป็นสิริมงคล ในสมัยต่อมาสระพญานาคก็ทรุดโทรมลงตามกาลเวลา จนกระทั่งชาวบ้านและประชาชนที่มีจิตศรัทธาได้ร่วมกันบริจาคและทำการบูรณะสระพญานาคเพื่อใช้น้ำในสระนี้นำไปประกอบพิธีมงคลต่างๆ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ทุกปีชาวจังหวัดหนองคายจะจัดงานนมัสการพระธาตุบังพวนขึ้นในเดือนยี่ ขึ้น 11 ค่ำ

ตัวองค์พระธาตุเดิมเป็นเจดีย์สร้างด้วยอิฐเผา มีรูปทรงแบบสถาปัตยกรรมท้องถิ่นพระธาตุบังพวนพระธาตุบังพวนสระพญานาคความเป็นมาของสระมุจลินท์พระธาตุบังพวนทุกปีชาวจังหวัดหนองคายจะจัดงานนมัสการพระธาตุบังพวนขึ้นในเดือนยี่ ขึ้น 11 ค่ำพระธาตุบังพวนพระธาตุบังพวนบรรยากาศภายในพระธาตุบังพวน


อ่านต่อรายละเอียด พระธาตุบังพวน
---------------------------------------

ท่าเสด็จ

อยู่ในเขตเทศบาลเมือง เป็นท่าเรือโดยสารข้ามแม่น้ำโขงไปยังฝั่งลาว มีด่านตรวจคนเข้าเมืองและร้านค้าจำหน่ายสินค้าจากนานาประเทศที่ส่งผ่านเข้ามาจากฝั่งลาว สินค้าที่จำหน่ายได้แก่ เครื่องไม้ฝังมุก เครื่องไฟฟ้า นาฬิกา อาหาร ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีบริษัททัวร์ที่รับจ้างทำใบผ่านแดนและนำเที่ยวประเทศลาวอีกด้วย

ชาวไทยจะต้องทำบัตรผ่านแดนที่สำนักงานบัตรผ่านแดน บริเวณศาลากลางจังหวัดหนองคาย โดยมีเอกสารประกอบการทำบัตรผ่านแดน คือสำเนาบัตรประชาชนหน้าหลัง รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป รายละเอียดสอบถามเพิ่มเติม โทร.(042)411778 โทรสาร (042)412678

ชาวต่างประเทศ จะต้องใช้หนังสือเดินทาง Passport และขอวีซ่าที่สถานทูตลาวประจำประเทศไทย

ณ ตลาดท่าเรือ ท่าเสด็จท่าเสด็จบริเวณนี้มีประวัติของโทรคมนาคมของประเทศไทยท่าเสด็จร้านกาแฟบริเวณตลาดท่าเรือแม่น้ำโขง หนองคาย


อ่านต่อรายละเอียด ท่าเสด็จ
---------------------------------------

อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ

อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ เป็นอนุสาวรีย์แห่งเดียวในจังหวัดหนองคาย เป็นอนุสาวรีย์เทิดทูนความดีของผู้ล่วงลับไปแล้ว ในการปราบฮ่อ ในปี ร.ศ. 105 (พ.ศ. 2429) เสด็จในกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม รับสั่งให้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ที่เมืองหนองคาย เพื่อบรรจุอัฐิของผู้ที่เสียชีวิต

ในการปราบฮ่อ เดิมตั้งอยู่ที่หลังสถานีตำรวจภูธร จังหวัดหนองคาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2492 ทางจังหวัดหนองคายได้รับงบประมาณให้เสริมสร้างอนุสาวรีย์ปราบฮ่อให้สง่างามสมกับเป็นอนุสาวรีย์ของผู้ที่ได้เสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองให้เป็นศรีสง่าแก่เมืองหนองคายสืบไป จึงย้ายมาสร้างใหม่ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด มีคำจารึกที่อนุสาวรีย์ทั้ง 4 ทิศ ทั้งภาษาไทย จีน ลาวและอังกฤษ ทางจังหวัดได้กำหนดให้มีการจัดงานบวงสรวงและฉลองอนุสาวรีย์เป็นประจำทุกวันที่ 5 มีนาคม ของทุกปี

อนุสาวรีย์ของผู้ที่ได้เสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองให้เป็นศรีสง่าแก่เมืองหนองคายสืบไปศาลากลางจังหวัดหนองคาย


อ่านต่อรายละเอียด อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ
---------------------------------------

พระธาตุหนองคาย

อยู่ในบ้านวัดธาตุ เขตเทศบาลเมืองหนองคายตามประวัติที่ค้นพบ พบว่าในปีมะเมีย เดือน 9 ขึ้น 9 ค่ำ พ.ศ.2390 ใกล้ค่ำพระธาตุหนองคายได้พังลงแม่น้ำโขง และตลิ่งอันเป็นที่ตั้งขององค์พระธาตุถูกน้ำเซาะพังลงจนมองเห็นองค์พระธาตุเกือบอยู่กึ่งกลางลำแม่น้ำโขง

พระธาตุหนองคาย หรือ พระธาตุกลางน้ำ พระธาตุหนองคาย หรือ พระธาตุกลางน้ำ เดิมชื่อพระธาตุหล้าหนอง เป็นพระธาตุที่หักพังอยู่กลางลำน้ำโขง ห่างจากชายฝั่งปัจจุบันประมาณ 180 เมตร เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุฝ่าพระบาทเก้าพระองค์ตามตำนานอุรังคธาตุ (พระพนม) จากการสำรวจใต้น้ำของหน่วยโบราณคดีภาค 7 พบว่าองค์พระธาตุมีฐานกว้างด้านละ 17.2 เมตร ย่อมุมที่ฐาน และมีความสูงประมาณ 28.5 เมตร หักออกเป็น 3 ท่อน สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในราวพุทธศตวรรษที่ 20–22 เนื่องจากมีรูปร่างคล้ายพระธาตุบังพวนมากที่สุด หนังสือประชุมพงศาวดารภาค 70 บันทึกไว้ว่า “พระธาตุเมืองหนองคายได้เพ (พัง) เมื่อวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ปีพุทธศักราช 2390” และตลิ่งได้ถูกน้ำเซาะจนมองเห็นพระธาตุอยู่เกือบกึ่งกลางลำน้ำโขงในปัจจุบัน พระธาตุหล้าหนองยังคงเป็นที่เคารพสักการะของชาวหนองคาย ชาวบ้านได้จัดงานประเพณีเกี่ยวกับพระธาตุทุกปี นอกจากนี้ทางจังหวัดหนองคายได้ก่อสร้างพระธาตุหล้าหนององค์จำลองสูง 15 เมตรขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง โดยบรรจุชิ้นส่วนพระธาตุองค์จริงอยู่ภายใน

ศาลหลวงพ่อพระธาตุกลางน้ำ และศาลหลวงพ่อใหญ่ประวัติพระธาตุล้านหนอง (พระธาตุกลางน้ำ)พระธาตุหนองคาย


อ่านต่อรายละเอียด พระธาตุหนองคาย
---------------------------------------

หาดจอมมณี

ตั้งอยู่ที่บ้านจอมมณี หมู่ที่ 1 ตำบลมีชัย ห่างจากเขตเทศบาลเมืองประมาณ 2 กม. เป็นส่วนหนึ่งของลำน้ำโขง หาดแห่งนี้จะมีความยาวประมาณ 200 เมตร และจะปรากฏให้เห็นตอนน้ำลดในฤดูแล้ง โดยเฉพาะเดือนเมษายน จะมีนักท่องเที่ยวในจังหวัดและจากบริเวณจังหวัดใกล้เคียงเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนเป็นจำนวนมาก ได้รับการเรียกขานว่าเป็น "พัทยาอีสาน" อีกทั้งทิวทัศน์ในบริเวณหาดทรายยังสามารถมองเห็นบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ได้อย่างชัดเจน

ร้านค้าบริเวณหาดจอมมณีบริเวณใกล้เคียงมีแปลงผักเล็กๆ ด้วยหาดจอมมณีหาดจอมมณี


อ่านต่อรายละเอียด หาดจอมมณี
---------------------------------------

พิพิธภัณฑ์จังหวัดหนองคาย

พิพิธภัณฑ์จังหวัดหนองคาย เดิมนั้นเป็นศาลากลางหลังแรกของจังหวัดหนองคาย และอาคารตึกหลังแรกของมณฑลลาวพวนซึ่งสร้างในปี พ.ศ. 2440 – 2444 เป็นที่ว่าราชการเมืองหนองคาย จนถึงปี พ.ศ. 2472 จึงได้รับงบประมาณมาสร้างศาลากลางจังหวัดหลังใหม่ขึ้น หลังที่ 2 และที่ 3 ส่วนอาคารหลังเดิมได้ทำการซ่อมแซมครั้งใหญ่ในปีนั้น และใช้เป็นที่ทำการของส่วนราชการหน่วยงานอื่น จนถึงปี พ.ศ. 2544 จึงได้งบประมาณมาปรับปรุง และซ่อมแซมเพื่อใช้เป็น หอวัฒนธรรมจังหวัดหนองคาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2549 วัฒนธรรมจังหวัดหนองคาย ได้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์จังหวัดหนองคาย และมอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย เป็นผู้ดูแล

จัดเป็นนิทรรศการถาวร เน้นเรื่องราวความเป็นมาจังหวัดหนองคายแบ่งพื้นที่จัดแสดงเป็น 7 ห้อง

ห้อง 1 อัตลักษณ์หนองคาย

ห้อง 2 บุคคลสำคัญ 3

ห้อง 3 โบราณคดี

ห้อง 4 โบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์บ้านโคกคอน

ห้อง 5 ความหลากหลายวัฒนธรรมหนองคาย

ห้อง 6 วิถีชีวิตชาวหนองคาย

ห้อง 7 พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อเมืองหนองคาย


อ่านต่อรายละเอียด พิพิธภัณฑ์จังหวัดหนองคาย
---------------------------------------

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหนองคาย

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจังหวัดหนองคาย เป็นสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ที่จัดแสดงพันธุ์ปลาต่างๆ ทั้งปลาน้ำจืดและปลาน้ำเค็ม ได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินการตามมติ ครม. ครั้งที่ 44/2546 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2546 เพื่อตอบสนองต่อเป้าประสงค์ในการเป็นศูนย์กลางการศึกษา การวิจัยด้านการประมง การรวบรวมพันธุ์ปลาในลุ่มน้ำโขง ตลอดจนการจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำในมิติของการบูรณาการ และตอบสนองในการเป็นเมืองท่องเที่ยว เริ่มการก่อสร้างเมื่อต้นปี พ.ศ. 2549 และแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เริ่มทดลองเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2552

รายละเอียดการจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจังหวัดหนองคาย มีพื้นที่ในการจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ รวมทั้งสิ้น 4,840 ตารางเมตร จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเป็น 9 กลุ่ม 18 ระบบ ดังนี้

กลุ่มที่ 1 จำนวน 1 ระบบ ขนาด 1 ชุดกรอง จัดแสดงพันธุ์ปลาทะเลที่อาศัยตามแนวปะการัง เช่น สินสมุทร ผีเสื้อ การ์ตูน สลิดหิน เฉียว ขี้ตังเบ็ด ตะเภาม้าลาย ฯลฯ จำนวนรวม 35 ชนิด

กลุ่มที่ 2 จำนวน 2 ระบบ ขนาด 2 ชุดกรอง จัดแสดงพันธุ์ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ช่อนทะเล กุดสลาด เก๋า กะรัง ข้าวเม่าน้ำลึก กระรอกลายแดง ฯลฯ จำนวนรวม 19 ชนิด

กลุ่มที่ 3 จำนวน 2 ระบบ ขนาด 2 ชุดกรอง จัดแสดงพันธุ์ปลาทะเลมีพิษและสัตว์ทะเล เช่น สิงโตครีบจุด วัวมงกุฎ กัดทะเล ปูเสฉวน ปูดำ ม้าน้ำ กุ้งมังกร ดาวทะเล ฯลฯ จำนวนรวม 14 ชนิด

กลุ่มที่ 4 จำนวน 2 ระบบ ขนาด 2 ชุดกรอง จัดแสดงพันธุ์ปลาน้ำกร่อย เช่น กระบอก กะพงขาว ค้างคาว ตะกรับ จวดหน้าม้า ปักเป้าซีลอน ฯลฯ จำนวนรวม 12 ชนิด

กลุ่มที่ 5 จำนวน 4 ระบบ ขนาด 11 ชุดกรอง จัดแสดงพันธุ์ปลาลุ่มน้ำโขง เช่น บึก เค้า สวาย เทโพ เทพา เผาะ ตะเพียนทอง นวลจันทร์ ฯลฯ จำนวนรวม 21 ชนิด

กลุ่มที่ 6 จำนวน 2 ระบบ ขนาด 3 ชุดกรอง จัดแสดงพันธุ์ปลาที่มีถิ่นกำเนิดจากต่างประเทศ เช่น พาคู กดลายเสือ อะราไพม่า ยี่สกเทศ กดหางแดง ออสการ์ อลิเกเตอร์ ฯลฯ จำนวนรวม 15 ชนิด

กลุ่มที่ 7 จำนวน 1 ระบบ ขนาด 1 ชุดกรอง จัดแสดงพันธุ์ปลาสวยงามและปลาโบราณ เช่น หางไหม้ หมูข้างลาย หมูค้อ กาแดง ตะพัด สะตือ กราย ตองลาย ฯลฯ จำนวนรวม 10 ชนิด

กลุ่มที่ 8 จำนวน 1 ระบบ ขนาด 1 ชุดกรอง จัดแสดงพันธุ์ปลาที่มีอวัยวะหายใจพิเศษ เช่น ชะโด หมอไทย หมอช้างเหยียบ ดุกด้าน กระดี่ แรด ฯลฯ จำนวนรวม 8 ชนิด

กลุ่มที่ 9 จำนวน 3 ระบบ ขนาด 3 ชุดกรอง จัดแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืด โดยจัดแบ่งเป็นปลาหนัง เช่น กดแก้ว กดเหลือง แค้ เทพา เทโพ บึก สวาย เค้า เนื้ออ่อน นาง แขยง และปลาเกร็ด เช่น ตะเพียนทอง กระมัง แก้มช้ำ กระสูบ บู่ทราย ซิวควาย นางอ้าว ยี่สกไทย กาดำ ชะโด ฯลฯ จำนวนรวม 31 ชนิด

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหนองคายบริเวณห้องจำหน่ายตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์ซากฟอสซิลจำลองของปลาประเภทต่างๆพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหนองคายพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหนองคายพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหนองคายปลาแรดเขี้ยวปลาแรดเขี้ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจังหวัดหนองคาย


อ่านต่อรายละเอียด พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหนองคาย
---------------------------------------

วัดโพธิ์ชัย หนองคาย

วัดโพธิ์ชัย เดิมมีชื่อว่า วัดผีผิว วัดนี้ใช้เป็นที่เผาผีหรือเผาศพ และมีผีดุ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่ เป็นวัดโพธิ์ชัย ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันนั้นเป็นสถานที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบปางมารวิชัย สมัยเชียงแสน ชั้นหลัง หล่อด้วยทองสุก (ทองคำที่มีเนื้อทองคำบริสุทธิ์ ประมาณ 92 เปอร์เซนต์ สีทองคำจะมีสีเหลืองเข้ม เรียกว่า สีทองสุก) มีพระพุทธลักษณะงดงามมาก ขนาดหน้าตักกว้าง 2 คืบ 8 นิ้ว สูงจากเบื้องล่างพระชงฆ์ ถึงยอดพระเกศ 4 คืบ 1 นิ้ว มีห่วงกลมขนาด หัวแม่มือจำนวน 3 ห่วง ติดกับพระแท่นซึ่งหล่อติดกับองค์พระใส สำหรับผูกเชือกติดกับยานเวลาที่อัญเชิญลงมาแห่รอบเมืองให้ประชาชน ได้สรงน้ำในช่วงวันสงกรานต์

หลวงพ่อพระใส ได้จัดสร้างขึ้นโดยพระราชธิดาพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งล้านช้าง ทั้ง 3 พระองค์ คือ พระเสก พระเสริม และพระใส

พระสุก นั้นได้จมลงที่แม่น้ำโขงขณะอัญเชิญลงมายังกรุงเทพ บริเวณที่พระสุกจมลงชาวบ้านจึงเรียกว่า เวินพระสุก ยังปรากฏมาจนปัจจุบันนี้

ส่วนพระเสริมนั้นได้อัญเชิญลงมายังกรุงเทพฯ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดปทุมวนาราม

วัดโพธิ์ชัยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จเป็นองค์ประธาน ยกช่อฟ้าพระอุโบสถวัดโพธิ์ชัย พ.ศ. 2522 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. 2523 ประกอบพิธีผูกพัทธสีมา พ.ศ. 2524 ยกฐานะขึ้นเป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ


อ่านต่อรายละเอียด วัดโพธิ์ชัย หนองคาย
---------------------------------------

ศาลาแก้วกู่

ศาลาแก้วกู่ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วัดแขก สวนประติมากรรมปูนปั้นขนาดใหญ่ มีพื้นที่หลายสิบไร่ อยู่ในความดูแลของพุทธมามกะสมาคมจังหวัดหนองคาย สร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจของ พ่อปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ ปี พ.ศ. 2521 ตามความเชื่อว่าหลักคำสอนของทุกๆ ศาสนาสามารถนำมาผสมผสานกันได้

ปัจจุบันนี้ศาลาแก้วกู่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อลังการเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมของเทวลัยมากมาย ผู้สร้างปรารถนาให้เป็น เมืองอมตะแก้วกู่มหานิพพาน หรือดินแดนแห่งการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ในพื้นที่ 42 ไร่ รูปปั้น ทั้งเล็กใหญ่แล้วว่ากันว่ามีไม่น้อยกว่าหลักพัน อยู่ในความดูแลของพุทธมามกะสมาคมจังหวัดหนองคาย สถานที่แห่งนี้มีลักษณะคล้ายพิพิธภัณฑ์แสดงรูปปั้นทางศาสนากลางแจ้ง โดยมีเทวลัยหลากหลายรูป หลายปาง และไม่ใช่มีแค่รูปปั้นของทางศาสนาพุทธเท่านั้น รูปเทพฮินดู รูปปั้นเกี่ยวกับศาสนคริสต์ รูปปั้นเล่าเรื่องรามเกียรติ์และตำนานพื้นบ้าน รวบรวมรูปปั้นเทวลัย ทั้งเล็ก ใหญ่ รวม ๆ กันเกินหลักพันได้.

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการเข้าเยี่ยมชมศาลาแก้วกู่ หรือ วัดแขกแห่งนี้นั้น ศาลาแก้วกู่ หรือ วัดแขกตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองหนองคาย 3 กิโลเมตร โดยหากเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวนั้นให้ขับไปตามเส้นทางไปอำเภอโพนพิสัยโดยศาลาแก้วกู่หรือวัดแขกจะตั้งอยู่ทางด้านขวามือ โดยศาลาแก้วกู่ หรือ วัดแขกจะเปิดให้ผู้มาเยี่ยมชมสามารถเข้าชมได้ทุกวันในเวลา 07.00–17.00 น. โดยจะเก็บค่าเข้าชมในอัตราคนละ 10 บาท

บริเวณใกล้เคียงศาลาแก้วกู่บริเวณขายบัตรเข้าชมศาลาแก้วกู่เทวลัยปางพระราหูกินจันทร์และสุริยคราสศาลาแก้วกู่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อลังการเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมของเทวลัยมากมายจำลองเมืองอมตะแก้วกู่มหานิพพาน หรือดินแดนแห่งการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงศาลาแก้วกู่ศาลาแก้วกู่ศาลาแก้วกู่ วัดแขกจะเปิดให้ผู้มาเยี่ยมชมสามารถเข้าชมได้ทุกวันในเวลา 07.00–17.00 น.


อ่านต่อรายละเอียด ศาลาแก้วกู่
---------------------------------------

ศาลหลักเมือง หนองคาย

ศาลหลักเมืองหนองคาย ได้ก่อสร้างขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของบรรดาข้าราชการ พ่อค้า คหบดี ประชาชนจังหวัดหนองคาย เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และเป็นอนุสรณ์แห่งความสามัคคี เริ่มทำพิธีพลีไม้เสาหลักเมือง เมื่อวันที่ 8 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2542 ตรงกับวันแรม 11 ค่ำ เดือน 8 ปีเถาะ ฤกษ์เวลา 09 นาฬิกา 39 นาที

องค์ศาลจะแบ่งเป็นชั้นล่างเก็บของและส่วนบำรุงรักษา ชั้นบนเป็นส่วนที่ติดตั้งศาลหลักเมือง มีเครื่องยอดของอาคารเป็นสถาปัตยกรรมไทยแบบจตุรมุข และเรือนยอดเป็นพระธาตุ มีระเบียงล้อมรอบ 4 ทิศ

ศาลหลักเมืองหนองคายสร้างขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของบรรดาข้าราชการ พ่อค้า คหบดี ประชาชนจังหวัดหนองคายภายในศาลหลักเมือง


อ่านต่อรายละเอียด ศาลหลักเมือง หนองคาย
---------------------------------------

วังบัวแดง

วังบัวแดง มีฉากหลังเป็นทิวไม้สีเขียวชอุ่ม การชมดอกดอกบัวบานกว่า 2 พันไร่ สามารถชม ได้จากทั้งบนฝั่งหรือจะนั่งเรือไปยังจุดชมดอกบัวแดงที่ถูกสร้างขึ้นเป็นเรือนแพเหนือหนองน้ำ โดยบัวแดงจะมีเฉพาะ ช่วงเดือน ธันวาคมถึงประมาณเดือนกุมภาพันธุ์ ช่วงเวลาชมดอกบัวที่สวยงามต้องเป็นช่วงอากาศเย็น


อ่านต่อรายละเอียด วังบัวแดง
---------------------------------------

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

หัวหิน  เกาะเสม็ด   เกาะช้าง  เกาะเต่า  พัทยา  ภูเรือ  เขาใหญ่  เขาค้อ  ดอยอินทนนท์  สวนผึ้ง

บริษัท ไทยทัวร์ อินโฟ จำกัดด
Email: info@thai-tour.com All rights reserved by Thai-Tour.Com with TAT License 11/04452
เกี่ยวกับเรา | นโยบายความเป็นส่วนตัว | การใช้เวปไซต์ | โฆษณา