สถานที่ท่องเที่ยว
เกาะเสม็ด เกาะช้าง บ้านพักพัทยา ปาย เขาค้อ ที่พักหัวหิน   
ลพบุรี แนะนำที่พัก ป่าสักฮิลไซด์รีสอร์ท.....

ลพบุรี

>

ที่พักลพบุรี

>

แผนที่ลพบุรี

>

ร้านอาหารลพบุรี

>

การเดินทางลพบุรี

>

ประวัติลพบุรี


อำเภอเมืองลพบุรี, ลพบุรี
 


วัดบันไดหิน

วัดบันไดหิน ในปัจจุบัน ในวัดจะมีวิหารที่เหลือเพียงพนังสองด้าน มีประตูหน้าต่างที่เป็นศิลปะ ที่นิยมกันในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภายในวิหารได้มีการพบพระเครื่องเป็น พระนาคปรกเนื้อชิ้นจำนวนมาก เรียกกรุนี้ว่า กรุวัดบันไดหิน และเรียกพระนาคปรกเหล่านี้ว่า พระนาคปรกวัดบันไดหิน   วัดบันไดหินนี้สร้างขึ้นในสมัยพระนารายณ์มหาราช

วัดบันไดหิน เสามีลักษณะเป็นอิฐบอล็คภายในยังคงโบราณอยู่แสดงถึงความเก่าแก่มาก


อ่านต่อรายละเอียด วัดบันไดหิน
---------------------------------------

ศาลพระกาฬ

ตั้งอยู่ริมทางรถไฟด้านทิศตะวันออกพระปรางค์สามยอด ตำบลท่าหิน เป็นเทวสถานเก่าของขอม สร้างด้วยศิลาแลงเรียงซ้อนกันเป็นฐานสูง จึงเรียกกันมาแต่ก่อนอีกชื่อหนึ่งว่า "ศาลสูง" ที่ทับหลังสลักเป็นรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ทำด้วยศิลาทราย 1 แผ่น อายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 วางอยู่ติดฝาผนังวิหารหลังเล็ก ชั้นบน ณ ที่นี่ได้พบหลักศิลาจารึกแปดเหลี่ยม จารึกอักษรมอญโบราณ ส่วนด้านหน้าเป็นศาลที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2494 โดยสร้างทับบนรากฐานเดิมที่สร้างไว้ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภายในวิหารประดิษฐานพระนารายณ์ยืน ทำด้วยศิลา 2 องค์ องค์เล็กเป็นแบบเทวรูปเก่าในประเทศไทย องค์ใหญ่เป็นประติมากรรมแบบลพบุรี แต่พระเศียรเดิมหายไป ภายหลังมีผู้นำพระเศียรพระพุทธรูปศิลาทรายสมัยอยุธยามาสวมต่อไว้ เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป ในบริเวณรอบศาลพระกาฬร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ จึงเป็นที่อยู่อาศัยของฝูงลิงจำนวนมาก ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของจังหวัดลพบุรี มีร้านขายของที่ระลึก และอาหารสำหรับลิง ตลอดจนศาลาพักผ่อนมีถนนตัดรอบทำให้โบราณสถานมีลักษณะเป็นวงเวียน

บันไดทางขึ้นศาลพระกาฬแผนที่หลักๆของสถานที่นี้ประดิษฐานพระนารายณ์ยืน 

 


อ่านต่อรายละเอียด ศาลพระกาฬ
---------------------------------------

พระปรางค์สามยอด

ตั้งอยู่บนเนินดินด้านทิศตะวันตกของทางรถไฟใกล้กับศาลพระกาฬ ตำบล ท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี มีลักษณะเป็นปรางค์เรียงต่อกัน 3 องค์ มีฉนวนทางเดินเชื่อมติดต่อกัน พระปรางค์สามยอดเป็นศิลปะเขมรแบบบายน ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 สร้างด้วยศิลาแลง หินทรายและตกแต่งลวดลายปูนปั้นที่สวยงาม ตรงซุ้มประตูเดิมคงมีทับหลัง แต่ที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน คือ เสาประดับกรอบประตูแกะสลักเป็นรูปฤาษีนั่งชันเข่าในซุ้มเรือนแก้ว เป็นแบบเฉพาะของเสาประดับกรอบประตูศิลปะเขมร แบบบายนปรางค์องค์กลางมีฐาน แต่เดิมเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและมีเพดานไม้เขียนลวดลายเป็นดอกจันทน์สีแดง  ด้านหน้าทางทิศตะวันออก มีวิหารสร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ปางสมาธิที่สมบูรณ์ดี เป็นศิลปะแบบสมัยอยุธยาตอนต้น อายุราวพุทธศตวรรษที่ 20 พระปรางค์สามยอดนี้แต่เดิมคงเป็นเทวสถานของขอมในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน ต่อมาได้ดัดแปลงเป็นเทวสถานโดยมีฐาน

พระปรางค์สามยอดนี้แต่เดิมคงเป็นเทวสถานของขอมในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน ต่อมาได้ดัดแปลงเป็นเทวสถานโดยมีฐานศิวลึงค์ปรากฏอยู่ในองค์ปรางค์ทั้งสามปรางค์ จนกระทั่งถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ จึงได้บูรณะปฏิสังขรณ์พระปรางค์สามยอดเป็นวัดในพุทธศาสนา แล้วสร้างพระวิหารก่อด้วยอิฐ ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาผสมแบบยุโรป ในส่วนของประตูและหน้าต่าง ภายในวิหารประดิษฐานพุทธรูปหินทรายปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยาตอนต้น ปัจจุบันยังคงประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง

พระปรางค์สามยอด ลพบุรีพระปรางค์สามยอดติดกับรางรถไฟ

 


อ่านต่อรายละเอียด พระปรางค์สามยอด
---------------------------------------

พระนารายณ์ราชนิเวศน์

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2209 เพื่อใช้เป็นที่ประทับ ณ เมืองลพบุรี แบ่งเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอก เขตพระราชฐานชั้นกลาง และเขตพระราชฐานชั้นใน กำแพงพระราชวังก่ออิฐถือปูนมีใบเสมาเรียงรายบนสันกำแพงมีซุ้มประตูทั้งหมด 11 ประตู ประตูทางเข้าเป็นทรงจตุรมุขมีช่องทางเข้าโค้งแหลม ตรงจั่วซุ้มประตูตกแต่งลายกระจังปูนปั้นที่วิวัฒนาการมาจากดอกบัว ที่ซุ้มประตูและกำแพงพระราชฐานชั้นกลางและชั้นในมีช่องเล็ก ๆ เจาะเป็นรูปโค้งแหลมคล้ายบัวเรียงเป็นแถวสำหรับวางตะเกียง ประมาณ 2,000 ช่อง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 2399 เพื่อให้เป็นราชธานีชั้นใน และพระราชทานชื่อว่า “พระนารายณ์ราชนิเวศน์”

 

 


อ่านต่อรายละเอียด พระนารายณ์ราชนิเวศน์
---------------------------------------

บ้านหลวงรับราชทูต (บ้านหลวงวิชาเยนทร์)

ตั้งอยู่บนถนนวิชาเยนทร์ ห่างจากปรางค์แขกประมาณ 300 เมตร ทางทิศเหนือของพระนารายณ์ราชนิเวศน์ สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทูตจากประเทศฝรั่งเศสชุดแรกที่เข้ามาเมื่อปี พ.ศ. 2228 ได้พัก ณ สถานที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่า บ้านหลวงรับราชทูต และเนื่องจากสถานที่นี้เป็นที่พำนักของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ขุนนางสำคัญในสมัยนั้นด้วย ในภายหลังจึงได้ชื่อว่า "บ้านวิชาเยนทร์" อีกชื่อหนึ่ง

พื้นที่ในบริเวณบ้านหลวงรับราชทูตแบ่งออกเป็น 3 ส่วน สังเกตได้จากประตูเข้าด้านหน้า ซึ่งสร้างไว้สำหรับเป็นทางเข้าออกแต่ละส่วนคือ ส่วนทิศตะวันตก ส่วนกลาง และส่วนทางทิศตะวันออก

ส่วนทิศตะวันตกเป็นกลุ่มอาคาร ได้แก่ตึก 2 ชั้น หลังใหญ่ก่อด้วยอิฐ และอาคารชั้นเดียว แคบยาวซุ้มประตูทางเข้าเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลม

ส่วนกลางมีอาคารที่สำคัญ คือ ฐานของสิ่งก่อสร้าง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นหอระฆังและโบสถ์คริสตศาสนา ซึ่งอยู่ทางด้านหลังซุ้มประตูทางเข้าเป็นรูปจั่ว

ส่วนทิศตะวันออก ได้แก่ กลุ่มอาคารใหญ่ 2 ชั้น มีบันไดขึ้นทางด้านหน้า เป็นรูปโค้งครึ่งวงกลม ซุ้มประตูทางเข้ามีลักษณะเช่นเดียวกันกับทางทิศตะวันตกลักษณะของสถาปัตยกรรมในบ้านหลวงรับราชทูตบางหลัง เป็นแบบยุโรป อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอาคารใหญ่ทางทิศตะวันออกก่ออิฐถือปูนสูง 2 ชั้น หน้าต่างและซุ้มประตูแสดงให้เห็นลักษณะศิลปะตะวันตกแบบเรอเนสซองส์ ซึ่งเจริญแพร่หลายในระยะเวลาเดียวกัน และที่สำคัญอีกคือ อาคารที่เป็นโบสถ์คริสตศาสนาผังและแบบของโบสถ์เป็นแบบยุโรป มีซุ้มประตูหน้าต่างเป็นซุ้มเรือนแก้วมีเสาปลายเป็นรูปกลีบบัวยาวซึ่งเป็นศิลปะแห่งไทย โบสถ์เหล่านี้ถือว่าเป็นโบสถ์คริสตศาสนาหลังแรกในโลก ที่ตกแต่งด้วยลักษณะของโบสถ์ทางพระพุทธศาสนา

 


อ่านต่อรายละเอียด บ้านหลวงรับราชทูต (บ้านหลวงวิชาเยนทร์)
---------------------------------------

พระบรมราชานุสาวรีย์พระนารายณ์ฯ

ตั้งอยู่กลางวงเวียนเทพสตรีใกล้ศาลากลางจังหวัดลพบุรี บริเวณหัวถนนนารายณ์มหาราชก่อนเข้าสู่ย่านตัวเมือง อนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นรูปปั้นในท่าประทับยืนผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก พระ-หัตถ์ขวาทรงพระแสงดาบ ก้าวพระบาทซ้ายออกมาข้างหน้าเล็กน้อย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกอบพิธีเปิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2509 ที่ฐาน-อนุสาวรีย์ได้จารึกข้อความว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระมหากษัตริย์ไทยผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง ทรงพระราช-สมภพ ณ กรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2175 สวรรคต ณ เมืองลพบุรี เมื่อ พ.ศ.2231 พระองค์ทรงมีพระบรมราชกฤษ-ดาภินิหารเป็นอย่างยิ่ง ในรัชสมัยของพระองค์ วรรณคดีและศิลปะของไทยได้เจริญถึงขีดสูงสุด มีสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศอย่างกว้างขวาง เกียรติคุณของประเทศไทยแผ่ไพศาลเป็นอย่างยิ่ง

ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ประชาชนชาวไทยได้ร่วมกันสร้างและประดิษฐานอนุสาวรีย์นี้ไว้เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509

พระบรมอนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ลพบุรีพระบรมอนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ลพบุรีพระบรมอนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ลพบุรี 

 

 


อ่านต่อรายละเอียด พระบรมราชานุสาวรีย์พระนารายณ์ฯ
---------------------------------------

สวนสัตว์สระแก้วลพบุรี

สวนสัตว์สระแก้วลพบุรี

อยู่ห่างจากวงเวียนสระแก้วไปทางทิศตะวันออกประมาณ 1 กิโลเมตร อำเภอเมืองลพบุรี สวนสัตว์แห่งนี้สร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2483 สมัยที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้มุ่งพัฒนาเมืองลพบุรีให้เป็นเมืองสำคัญ โดยได้ก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ มากมายรวมทั้งสวนสัตว์แห่งนี้ด้วย ต่อมาเมื่อสิ้นยุคสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม สวนสัตว์ก็พลอยถูกทอดทิ้งและร้างไปในที่สุด

ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 ศูนย์สงครามพิเศษ ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่สวนสัตว์ ได้ร่วมมือกับหน่วยงาน ต่าง ๆ ทั้งชมรม สโมสร พ่อค้า ประชาชน ดำเนินการปรับปรุงบูรณะสวนสัตว์แห่งนี้ขึ้นใหม่ ให้เป็นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจและเป็นแหล่งสำหรับศึกษาหาความรู้ในเรื่องสัตว์และพืช นับเป็นสวนสัตว์ในต่างจังหวัดที่มีความสมบูรณ์พอสมควรแก่การบริการประชาชนในท้องถิ่น เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 น.-18.00 น. ค่าผ่านประตูผู้ใหญ่ 10 บาท เด็ก 5 บาท รถยนต์ 5 บาท

 


อ่านต่อรายละเอียด สวนสัตว์สระแก้วลพบุรี
---------------------------------------

พระที่นั่งไกรสรสิหราช

ตั้งอยู่ที่ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี ห่างจากตัวเมืองไปประมาณ 4 กิโลเมตร พระที่นั่งไกรสรสีหราช หรือพระที่นั่งเย็น เป็นที่ประทับอีกแห่งหนึ่งของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ณ เมืองลพบุรี สมเด็จพระนารายณ์ฯ โปรดฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อทรงสำราญพระราชอิริยาบถ บันทึกของชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ ประพาสป่าล่าช้างบริเวณภูเขาทางทิศตะวันออก แล้วจะกลับเข้าเสด็จประทับ ณ พระที่นั่งองค์นี้ สร้างขึ้นในปีใดในรัชกาลของพระองค์ใดไม่ทราบแน่ชัด แต่จากการที่พระองค์ได้ทรงต้อนรับ พระราชอาคันตุกะจากประเทศฝรั่งเศส ณ พระที่นั่งใน พ.ศ. 2228 จึงเป็นหลักฐานที่แน่ชัดว่าพระที่นั่งเย็นได้สร้างก่อน พ.ศ. 2228 องค์พระที่นั่งตั้งอยู่บนเกาะกลางทะเลชุบศรซึ่งในสมัยโบราณเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีเขื่อนหินถือปูนล้อมรอบ สภาพปัจจุบันเหลือแต่ผนัง เครื่องบน หักพังหมดแล้ว  ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของพระที่นั่งองค์นี้ คือ เป็นพระที่นั่งชั้นเดียวมีผังเป็นทรงจตุรมุข ตรงมุขหน้ามีมุขเด็จยื่นออกมาและมีสีหบัญชรกลางมุขเด็จ สำหรับสมเด็จพระนารายณ์ฯ เสด็จออกซุ้มหน้าต่าง และซุ้มประตูทำเป็นซุ้มเรือนแก้วเป็นแบบแผนที่นิยมทำกันมากในอาคารสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ฯ  ในบริเวณพระที่นั่งเย็นมีอาคารเล็ก ๆ ก่อด้วยอิฐอื่น ๆ อีก ซึ่งทำประตูหน้าต่างเป็นแบบโค้งแหลม ซึ่งเข้าใจว่าเป็นที่พักทหาร ด้านหน้าและด้านหลังพระที่นั่งมีเกยทรงม้าหรือช้างด้านละแห่ง  พระที่นั่งเย็น มีความสำคัญในฐานะที่สมเด็จพระนารายณ์ฯ ใช้เป็นสถานที่สำรวจจันทรุปราคา เมื่อ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2228 และทอดพระเนตรสุริยุปราคา เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2231 ร่วมกับบาทหลวงเยซูอิต และบุคคลในคณะทูตชุดแรก ที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศสส่งมาเจริญสัมพันธไมตรี เหตุที่ได้ใช้พระที่นั่งเย็นเป็นที่สำรวจจันทรุปราคา มีบันทึกของชาวฝรั่งเศสกล่าวว่าเป็นที่เหมาะสม มองท้องฟ้าได้ทุกด้าน และมีพื้นที่กว้างมากพอสำหรับที่จะติดตั้งเครื่องมือยังมีภาพการสำรวจจันทรุปราคาที่พระที่นั่งเย็นซึ่งชาวฝรั่งเศสวาดไว้ เป็นรูปสมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงสวมลอมพอกทรงกล้องส่องยาววางบนขาตั้ง ทอดพระเนตรดวงจันทร์จากสีหบัญชรของพระที่นั่งเย็นและตรงเฉลียงสองข้างสีหบัญชร ด้านหนึ่งมีขุนนางหมอบกราบ อีกด้านหนึ่งมีนักดาราศาสตร์กำลังสังเกตการณ์โดยใช้กล้องส่อง จึงกล่าวได้ว่าการศึกษาวิชาดาราศาสตร์สมัยใหม่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ณ พระที่นั่งเย็น เมืองลพบุรีนี้เอง

 พระที่นั่งไกรสรสีหราช พระที่นั่งเย็นพระที่นั่งไกรสรสีหราชใต้ต้นไม้ใหญ่พระที่นั่งไกรสรสีหราช พระที่นั่งเย็น ป้าย พระที่นั่งไกรสรสีหราช


อ่านต่อรายละเอียด พระที่นั่งไกรสรสิหราช
---------------------------------------

วัดเสาธงทอง

ตั้งอยู่บนถนนฝรั่งเศส ซึ่งตัดเชื่อมระหว่างพระราชวังนารายณ์ฯ กับบ้านหลวงรับราชทูตเป็นวัดเก่าแก่ เดิมแยกเป็น 2 วัด คือ วัดรวก และวัดเสาธงทอง พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เตชะคุปต์)สมุหเทศาภิบาลมณฑลอยุธยา ได้รายงานกราบทูลเสนอความเห็นต่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อคราวเสด็จตรวจการคณะสงฆ์ในมณฑลอยุธยาว่า วัดรวกมีโบสถ์ วัดเสาธง มีวิหารสมควรจะรวมเป็นวัดเดียวกัน ทรงดำริเห็นชอบให้รวมกันและให้เรียกชื่อว่า วัดเสาธงทอง

วัดนี้มีโบราณสถานที่ควรชม คือ พระวิหารซึ่งเดิมคงสร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานของศาสนาอื่นเพราะจากแผนที่ของช่างชาวฝรั่งเศสทำไว้ ระบุว่าพื้นที่บริเวณนั้นเป็นที่พำนักของชาวเปอร์เซีย พระวิหารหลังนี้อาจเป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนาอิสลามของชาวเปอร์เซียก็เป็นได้ นอกจากนั้นก็มีตึกปิจู ตึกคชสารหรือตึกโคระส่าน เป็นตึกเก่าสันนิษฐานว่าใช้เป็นที่พำนักของแขกเมือง และราชทูตต่างประเทศชาวเปอร์เซีย ที่ตั้ง ตั้งอยู่ติดถนนฝรั่งเศส (Rule de France) ใกล้ตลาดเทศบาลเมืองลพบุรี ด้านหลังใกล้กับท่าขุนนางริมแม่น้ำลพบุรี ทิศเหนือ ใกล้กับบ้านหลวงรับราชทูต ทิศใต้ใกล้กับวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ประวัติ วัดเสาธงทองเป็นวัดเก่าแก่ เดิมแยกเป็น 2 วัด คือ วัดลวก และวัดเสาธงทอง ต่อมาพระยาโบราณราชธานินทร์ ได้กล่าวว่าวัดลวก มีโบสถ์ วัดเสาธงทองมีวิหาร สมควรที่รวมเป็นวัดเดียวกัน ต่อมาจึงได้รวมกันเป็นวัดเสาธงทอง ที่น่าสนใจคือ วิหารเดิมสร้างไว้ตามแผนของชาวฝรั่งเศสว่าสร้างไว้เพื่อใช้เป็นศาสนสถานของศาสนาอื่น และยังเป็นที่พักของราชทูตชาวเปอร์เซียก็เป็นได้ อาจจะมีการทำพิธีกรรมเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม และยังมีตึกปิจู หรือปิจู้ ตึกคชสาร หรือโคระส่าน สันนิษฐานว่าเป็นที่พักของแขกชาวเปอร์เซีย


อ่านต่อรายละเอียด วัดเสาธงทอง
---------------------------------------

เทวสถานปรางค์แขก

เทวสถานปรางค์แขก หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆว่า "ปรางค์แขก" สร้างแบบศิลปะเขมร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นปราสาทแบบ 3 หลัง ไม่มีทางเชื่อมเหมือนกันกับพระปรางค์สามยอด และเก่าแก่กว่าพระปรางค์สามยอด ข้อมูลจากการขุดตรวจล่าสุด เดือนเมษายน พ.ศ. 2548) แต่เดิมก่อด้วยอิฐไม่สอปูน ประกอบพิธีทั้งสองหลัง คาดว่าคงพังทลายลง และมีการสร้างใหม่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (อยุธยาตอนปลาย) โดยเป็นแบบศิลปะไทยผสมยุโรป แต่ปัจจุบันสามารถเห็นตรงหน้าจั่ว(ซึ่งผุพังไปมาก) ต่อมาเมื่อชำรุดทรุดโทรมลง กรมศิลปากรได้เข้าไปทำการบูรณะเพิ่มเติมและเทคอนกรีตเสริมฐานรากด้วย

 เทวสถานปรางค์แขกเทวสถานปรางค์แขกเทวสถานปรางค์แขก ลพบุรี เทวสถานปรางค์แขก ลพบุรี 


อ่านต่อรายละเอียด เทวสถานปรางค์แขก
---------------------------------------

วัดมณีชลขัณฑ์

วัดมณีชลขัณฑ์ เดิมชื่อว่าวัดเกาะแก้ว เพราะเป็นวัดตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำ สภาพปัจจุบันถูกถมดินจนไม่เห็นร่องรอยเดิม สิ่งที่น่าสนใจในวัดนี้คือ เจดีย์หลวงพ่อแสง พระอุโบสถ์ พระวิหารและพระพุทธรูปใหญ่ริมน้ำ ซึ่งมีลักษณะงดงามมาก ในหน้าเทศกาล เดือนสิบสอง วัดนี้จะเป็นแหล่งชุมนุมของประชาชนมาแข่งเรือและลอยกระทงกันสำหรับเรื่องเกี่ยวกับเจดีย์หลวงพ่อแสงนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ไว้เมื่อคราวเสด็จประพาสมณฑลอยุธยา พ.ศ.2421 มีความตอนหนึ่งว่า  "…ขรัวแสงคนทั้งปวงนับถือกันว่าเป็นผู้มีวิชาเดิมตั้งแต่เมืองลพบุรีเข้าลงไปฉันเพลที่กรุงเทพฯได้ เป็นคนกว้างขวาง เจ้านายขุนนาง เป็นที่รู้จักกันหมด ได้สร้างเจดีย์ไว้องค์หนึ่งที่วัดมณีชลขัณฑ์ ตัวไม่ได้อยู่วัดนี้ หน้าเข้าพรรษาอยู่ที่วัดอื่น ถ้าออกพรรษาแล้วมาปลูก โรงอยู่ริมเจดีย์องค์นี้ ซึ่งก่อเองคนเดียวไม่ยอมให้คนอื่นช่วย ราษฎรนับถือพากันช่วยเรี่ยรายอิฐปูน และพระเจดีย์องค์นี้จะทำแล้วเสร็จ ตลอดไป หรือจะทิ้งให้คนอื่นช่วยเมื่อตายแล้ว ไม่ได้ถามดูของเธอก็สูงดีอยู่…"  ปัจจุบันเจดีย์หลวงพ่อแสงกำลังเอนไปทางด้านทิศใต้ จนบางคนให้สมญานามใหม่ว่า "หอเอนเมืองลพบุรี"

 วัดมณีชลขัณฑ์วัดมณีชลขัณฑ์ ลพบุรี วัดมณีชลขัณฑ์ ลพบุรี กราบไหว้พระพุทธรูปนั่งสมาธิวัดมณีชลขัณฑ์ ลพบุรี


อ่านต่อรายละเอียด วัดมณีชลขัณฑ์
---------------------------------------

วัดนครโกษา

ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของสถานีรถไฟลพบุรีด้านทิศตะวันออกใกล้กับศาลพระกาฬ มีซากโบราณสถานคือ เจดีย์องค์ใหญ่สมัยทวาราวดี พระปรางค์สมัยลพบุรีในราวพุทธศตวรรษที่ 17 อยู่ด้านหน้า แต่พระพุทธรูปปูนปั้นแบบอู่ทอง บนปรางค์นั้นคงสร้างขึ้นภายหลัง แลยังพบเทวรูปขนาดใหญ่ มีร่องรอยดัดแปลงเป็นพระพุทธรูป 2 องค์ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ฯ เทวสถานแห่งนี้ภายหลังมีผู้สร้างเป็นวัดขึ้นในสมัยอยุธยา ดังจะเห็นได้จากซากวิหารซึ่งเหลือแต่ผนัง และเสาอยู่ทางด้านหน้าและมีเจดีย์สูงก่อด้วยอิฐอยู่เบื้องหลัง คำว่า "วัดนครโกษา" มีผู้สันนิษฐานว่า เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ เป็นผู้บูรณะจึงเรียกว่า "วัดนครโกษาปาน" ตามราชทินนามนั่นเอง

 วัดนครโกษา ลพบุรีวัดนครโกษา ลพบุรีวัดนครโกษา ลพบุรี โบราณ เก่าแก่มาช้านานวัดนครโกษา ลพบุรี ประวัติของวัดนครโกษา


อ่านต่อรายละเอียด วัดนครโกษา
---------------------------------------

วัดสันเปาโล

สันนิษฐานว่าเป็นวัดในคริสตศาสนา สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้พระราชที่ดินให้แก่บาทหลวงเยซูอิต 12 รูป ที่เดินทางมาสู่กรุงสยาม ครั้งที่ 2 (ครั้งแรก 6 รูป) สันนิษฐานวัดนี้สร้างระหว่าง พ.ศ.2228-2230 คือหลังจากคณะบาทหลวงชุดแรกเดินทางเข้ามาแล้ว และสร้างสำหรับบาทหลวงชุดที่ 2 ซึ่งเป็นนักดาราศาสตร์จะมาประจำ ณ เมืองลพบุรี เดินทางเข้ามาพร้อมกับโกษาปาน ที่ไปเจริญพระราชไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14    วัดสันเปาโลสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ทำพิธีทางศาสนา พร้อมกับใช้เป็นที่พักและที่สำคัญคือ มีหอดูดาวซึ่งใช้เป็นหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ แห่งแรกในกรุงสยาม มีลักษณะเป็นหอคอยแปดเหลี่ยม    ส่วนคำว่า "สันเปาโล" นี้คงจะเพี้ยนมาจากคำว่า เซนต์ปอล หรือแซงต์เปาโล "Saint Paulo" ชาวบ้านมักจะเรียกกันว่า ตึกสันเปาหล่อ    จากหลักฐานการขุดแต่งของกรมศิลปากรพอสรุปได้ว่าวัดสันเปาโลมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นแบบไทยผสมยุโรปคล้ายกับบ้านวิชาเยนทร์ นอกจากจะมีหอดูดาวแปดเหลี่ยมแล้ว ยังมีเรือนพักและพบฐานสิ่งก่อสร้าง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นโบสถ์ฝรั่งแต่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ เมื่อมีการเปลี่ยนแผ่นดิน มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมืองด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วัดสันเปาโลจึงถูกทิ้งร้าง ปัจจุบันเหลือเพียงซากของผนังหอดูดาวแปดเหลี่ยมบางส่วน กับฐานของอาคารที่สันนิษฐานว่าเป็นที่พักและโบสถ์ฝรั่งเท่านั้น

 วัดสันเปาโล ลพบุรี วัดสันเปาโล ลพบุรีวัดสันเปาโล ลพบุรี


อ่านต่อรายละเอียด วัดสันเปาโล
---------------------------------------

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) ตั้งอยู่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองฯ จังหวัดพิษณุโลก เป็นวัดสำคัญที่สุดของจังหวัดพิษณุโลก ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก ริมถนนพุทธบูชา เป็นวัดหลวงชั้นเอก “วรมหาวิหาร”  ภายในวิหารของวัดเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธชินราช” หรือที่ชาวเมืองพิษณุโลกเรียกว่า “หลวงพ่อใหญ่” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท) โปรดให้สร้างขึ้นพร้อมกับพระพุทธชินสีห์ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดสุทัศนเทพวราราม และพระศรีศาสดาซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร    พุทธลักษณะของพระพุทธชินราชนั้นสวยงามมาก เส้นรอบนอกพระวรกายอ่อนช้อย พระขนงโก่ง พระเกตุมาลาเป็นเปลวเพลิง พระหัตถ์มีปลายนิ้วทั้งสี่เสมอกัน ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษเรียกว่า ทีฒงฺคุลี ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดในโลก มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาชมและสักการบูชาพระพุทธชินราชเป็นจำนวนมาก    ทุก ๆ ปี จะมีงานนมัสการพระพุทธชินราชในวันขึ้น 6 ค่ำ ถึงวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 3 (ประมาณปลายเดือนมกราคม) เรียกว่า “งานวัดใหญ่” ทางเข้าพระวิหารด้านหน้ามีบานประตูขนาดใหญ่ประดับมุกสวยงาม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2299 เป็นฝีมือช่างหลวงสมัยอยุธยาตอนปลาย ในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมโกศ    บริเวณหลังวิหารพระพุทธชินราช มีพระอัฏฐารส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติสูง 18 ศอก สร้างในสมัยเดียวกับพระพุทธชินราช ราว พ.ศ.1800 เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหารใหญ่แต่วิหารได้พังไปจนหมด เหลือเพียงเสาที่ก่อด้วยศิลาแลงขนาดใหญ่ 3 – 4 ต้น เรียกว่า “เนินวิหารเก้าห้อง”    ด้านหลังพระอัฏฐารส เป็นพระปรางค์ประธาน สร้างแบบสมัยอยุธยาตอนต้น ฐานย่อเหลี่ยมไม้ยี่สิบ สันนิษฐานว่าเดิมเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ (ดอกบัวตูม) ซึ่งถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัยแท้ ต่อมาถูกแปลงให้เป็นพระปรางค์ในสมัยอยุธยา    นอกจากนี้ยังมี “พระเหลือ” ซึ่งพระยาลิไทรับสั่งให้ช่างนำเศษทองสัมฤทธิ์ที่เหลือจากการสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดามารวมกันหล่อพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดเล็ก และพระสาวกยืนอีก 2 องค์ ประดิษฐานในวิหารน้อย เรียกยกว่า “วิหารพระเหลือ”

 วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุประตูทางเข้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี 


อ่านต่อรายละเอียด วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
---------------------------------------

พระที่นั่งและตึก (สร้างในรัชสมัย ร. 4)

หมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฏ  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้สร้างหมู่พระที่นั่งองค์นี้ขึ้นใน พ.ศ. 2405 ประกอบด้วยพระที่นั่งต่าง ๆ คือมุขด้านซ้ายมือพระที่นั่งอักษรศาสตราคมเป็นที่ทรงพระอักษร มุขด้านขวามือคือ พระที่นั่งไชยศาสตรากรเป็นที่เก็บอาวุธ พระที่นั่งองค์ขวางตรงกลาง คือพระที่นั่งวิสุทธิวินิจฉัยใช้เป็นท้องพระโรงเสด็จออกว่าราชการ ด้านหลังสุดเป็นอาคารสูง 3 ชั้น คือพระที่นั่งพิมานมงกุฏ เป็นที่ประทับส่วนพระองค์    หมู่ตึกพระประเทียบ  ตั้งอยู่บริเวณหลังพระที่นั่งพิมานมงกุฏ ซึ่งเป็นเขตพระราชฐานฝ่ายในก่อด้วยอิฐถือปูนสูง 2 ชั้น เรียงรายอยู่ 8 หลัง สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักของข้าราชการฝ่ายใน    ทิมดาบหรือที่พักของทหารรักษาการณ์  เมื่อเดินผ่านประตูทางเข้าเขตพระราชฐานชั้นกลาง ข้างประตูทั้งสองด้านตรงบริเวณสนามหญ้า จะแลเห็นศาลาโถงข้างละหลัง นั่นคือตึกที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่พักของทหารรักษาการณ์ในเขตพระราชวัง


อ่านต่อรายละเอียด พระที่นั่งและตึก (สร้างในรัชสมัย ร. 4)
---------------------------------------

พิพิธัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์

ได้มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้นในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ นับเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งที่ 3 ของประเทศไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ฯ ลพบุรี ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2466อาคารจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ฯ จัดแบ่งออกเป็นห้องต่างๆ ดังนี้ ห้องพระที่นั่งจันทรพิศาล เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมแบบทรงไทย จัดแสดงเรื่องประวัติศาสตร์ การเมือง สังคม วัฒนธรรม และพระราชประวัติของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ห้องพระที่นั่งพิมานมงกุฏ เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมผสมแบบตะวันตก จัดแสดงเรื่องสมัยก่อนประวัติศาสตร์ จัดแสดงหลักฐานโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พบจากแหล่งโบราณคดีลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณภาคกลางของประเทศไทยและแหล่งโบราณคดี จังหวัดลพบุรี โครงกระดูกมนุษย์ ภาชนะดินเผา เตาดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้ทำจากโลหะภาชนะสำริด เครื่องประดับทำจากหินและเปลือกหอย เป็นต้น ห้องภาคกลางประเทศไทย พ.ศ.800-1500 รับอิทธิพลวัฒนธรรมของอินเดียที่เรียกว่า สมัยทวารวดี จัดแสดงเรื่องการเมือง การตั้งถิ่นฐานเทคโนโลยีและการดำเนินชีวิต อักษร ภาษา ศาสนาสถาน ศาสนาและความเชื่อถือหลักฐานที่พบได้แก่ พระพุทธรูป พระพิมพ์ดินเผา เหรียญตราประทับดินเผาจารึกภาษาบาลี สันสกฤต และรูปเคารพต่างๆ ห้องอิทธิพลศิลปะเขมร-ลพบุรี ที่พบในภาคกลางของประเทศไทยอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15-18 จัดแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีสมัยชนชาติขอมแผ่อิทธิพลเข้าปกครองเมืองลพบุรี และบริเวณภาคกลางของประเทศไทย ได้แก่ ทับหลัง พระพุทธรูปปางนาคปรก พระพุทธรูปปางประทางอภัย เป็นต้น ห้องประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12-18 ศิลปกรรมที่พบตามภาคต่างๆ ของประเทศไทย ได้แก่ ศิลปะแบบหริภุญไชย ศิลปะล้านนา ศิลปะสมัยลพบุรี เป็นต้น ได้แก่พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระพิมพ์ และพระพุทธรูปสำริดสมัยต่างๆ ห้องประวัติศาสตร์ศิลปกรรมสมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18-24 ได้แก่ พระพุทธรูป เครื่องถ้วย เงินตรา อาวุธ เครื่องเงิน เครื่องทอง และชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมปูนปั้น และไม้แกะสลักต่างๆ

ห้องศิลปร่วมสมัย จัดแสดงภาพเขียนและภาพพิมพ์ศิลปะร่วมสมัยของศิลปินไทย

ห้องประวัติศาสตร์ การเมือง สังคม วัฒนธรรมและพระราชประวัติของสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ซึ่งโปรดฯ ให้และสร้างพระราชวัง ณ เมืองลพบุรี เมื่อ พ.ศ.2399 ได้แก่ ภาพพระสาทิสลักษณ์ฉลองพระองค์ เครื่องใช้ แท่นบรรทม เหรียญทอง และจานชามมีสัญลักษณ์มีรูปมงกุฏตราประจำพระองค์ เป็นต้น

ห้องหมู่ตึกพระประเทียบ

เป็นอาคารลักษณะสถาปัตยกรรมผสมแบบตะวันตก จัดแสดงเรื่องชีวิตไทยภาคกลาง การดำรงชีวิต ที่อยู่อาศัย เครื่องมือเครื่องใช้ประกอบอาชีพประมง การเกษตร และศิลปหัตกรรมพื้นบ้านของคนไทยในภาคกลาง โดยเฉพาะจังหวัดลพบุรีที่ใช้ในอดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ทางพิพิธภัณฑ์ฯ ยังมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรมให้ชมกันเป็นครั้งคราว การเข้าชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ฯ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.30-16.30 น. หยุดวันจันทร์-วันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ การเข้าชมผู้เข้าชมจะต้องเสียค่าเข้าชม ชาวไทยคนละ 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ถนนสรศักดิ์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี 15000 โทร.(036)411458

 

 


อ่านต่อรายละเอียด พิพิธัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์
---------------------------------------

หมู่บ้านดินสอพอง

ลพบุรีได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตดินสอพองที่มีคุณภาพดีที่สุดแห่งเดียวในประเทศไทย แหล่งผลิตอยู่ที่ หมู่บ้านหินสองก้อน (ริมคลองชลประทาน) ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมือง (บริเวณสะพาน 6) เป็นหมู่บ้านที่มีการทำดินสอพองกันแทบทุกครัวเรือน และบริเวณนั้นจะมีดินสีขาว เรียกกันว่า ดินมาร์ล มีเนื้อเนียนขาว ละเอียดแน่น จึงไม่เหมาะแก่การปลูกพืช แต่ด้วยภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น ได้นำมาผลิตเป็นดินสอพอง ซึ่งสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบในการทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้หลายชนิด เช่น แป้ง เครื่องสำอาง ยาสีฟัน ตกแต่งผิวเครื่องเรือน เป็นต้น    นักท่องเที่ยว ที่สนใจชมการผลิตดินสอพอง สามารถมาชมได้ทุกวันที่หมู่บ้านหินสองก้อน เว้นวันที่ฝนตก หรือไม่มีแดด เพราะการผลิตดินสอพองจำเป็นจะต้องตากแดด เพื่อให้ดินแห้งเป็นก้อน    วิธีการผลิตดินสอพอง    ขั้นแรก ขนดินมาร์ล ใส่บ่อกาก แล้วหปล่อยน้ำลงไปผสมดินให้ละลาย เมื่อดินละลายดีแล้ว ตักน้ำในบ่อกากเทใส่ตะแกรงลงในบ่อกรองหรือบ่อเนื้อ เพื่อแยกเอาหินกรวด และเศษหญ้าทิ้ง    ขั้นที่สอง ตักน้ำดินจากบ่อกรอง เทผ่านผ้ากรองลงในบ่อนำแผ่น ทิ้งไว้ 1 คืน ดินขาวจะตกตะกอนนอนก้นบ่อ ตอนบนน้ำจะใส ค่อย ๆ ช้อน หรือดูดเอาน้ำใสนี้ออกจากบ่อ จนเหลือแต่แป้งดินสองพองขาวข้น    ขั้นที่สาม ตักดินสอพองหยอดใส่แม่พิมพ์ แล้วตากบนผ้าใบขาวปูรอง เพื่อดูดซับน้ำ ตากแดดให้แห้งสนิทเป็นสีขาว นำไปจำหน่ายต่อไป

หมู่บ้านดินสอพอง  ลพบุรีจุดทำหมู่บ้านดินสอพอง  ลพบุรีหมู่บ้านดินสอพอง  ลพบุรี 


อ่านต่อรายละเอียด หมู่บ้านดินสอพอง
---------------------------------------

วัดยาง ณ รังสี และพิพิธภัณฑ์เรือพื้นบ้าน

ตั้งอยู่หมู่ 2 ตำบลตะลุง อำเภอเมืองลพบุรี ริ่มฝั่งแม่น้ำลพบุรีด้านตะวันตก ด้านหน้าติดทางหลวงสายลพบุรี-บางประหัน อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ประมาณ 9 กิโลเมตร เดิมเรียกว่า วัดพญายาง เนื่องจากภายในบริเวณวัดมีต้นยางยักษ์ใหญ่ตระหง่านเป็นสัญลักษณ์ท่ามกลางดงต้นยาง สันนิษฐานกันว่าเดิมเป็นวัดโบราณอยู่กลางป่า น่าจะมีอายุตั้งแต่สมัยละโว้ เพราะมีประติมากรรมหินทรายประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถของวัด คือ พระพุทธรูปปางนาคปรก 2 องค์ พระพุทธรูปปางมารวิชัย 1 องค์ และพระพุทธรูปปางสมาธิ 1 องค์ เป็นเนื้อหินทรายและหินหนุมาน (หินสีเขียว) รูปทรงเป็นแบบสมัยขอมเรืองอำนาจ ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่และเปลี่ยนชื่อใหม่ถึง 2 ครั้ง เดิมเป็นวัดยางศรีสุธรรมาราม แล้วเปลี่ยนเป็นวัดยาง ณ รังสี จนถึงปัจจุบัน

 


อ่านต่อรายละเอียด วัดยาง ณ รังสี และพิพิธภัณฑ์เรือพื้นบ้าน
---------------------------------------

วัดตองปุ

วัดตองปุ เดิมชื่อวัดตองปู สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยเด็จพระนารายณ์มหาราช วัดนี้เป็นวัดมอญ คำว่าตองปุเป็นภาษามอญ แปลว่า เป็นที่รวมพลหรือรวมทหารที่จะออกไปรบศิลปกรรมที่พบ ส่วนหนึ่งมีรูปแบบเป็นของกลุ่มชนมอญหรือลาว ได้แก่ หลักไม้จำหลักเก็บพระคัมภีร์ในพระอุโบสถ และลาย รดน้ำบานประตูพระวิหาร วัดตองปุเป็นวัดโบราณที่มีความสำคัญในฐานะเป็นศาสนาสถานสมัยอยุธยา ที่คงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ และมีพระภิกษุใช้ประโยชน์อยู่ โดยเฉพาะในเขตพุทธาวาสที่มีสิ่งก่อสร้างสมบูรณ์ ตามคติการสร้างวัดของคนในสมัยอยุธยาประกอบด้วย พระอุโบสถ พระวิหาร ฐานมีลักษณะเป็นฐานปัทม์ หย่อนท้องช้าง ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาทรายนาคปรกปางสมาธิศิลปลพบุรี อายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ จำนวนมากใบเสมาหินคู่สมัยอยุธยา ศาลาการเปรียญมีฐานแอ่นโค้ง เจาะช่องหน้าต่างโค้งแหลม หลังคามุงด้วย กระเบื้องกาบกล้วย หอระฆัง เป็นสถาปัตยกรรมทรงปราสาทห้ายอด ศาลาพระศรีอาริย์และกลุ่มพระเจดีย์น้อยใหญ่จุดสักการะ พระพุทธรูปนาคปรกศิลาทรายศิลปสมัยลพบุรี ประดิษฐานภายในพระวิหารและพระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถ สถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา

 


อ่านต่อรายละเอียด วัดตองปุ
---------------------------------------

พิพิธภัณฑ์เรือพื้นบ้าน

ตั้งอยู่ที่ศาลากลางเปรียญไม้ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2470 ตั้งอยู่ริมแม่น้ำลพบุรี เป็นสถาปัตยกรรมแบบศาลาวัดในชนบทของภาคกลางในประเทศไทย ซึ่งนับวันจะหาดูได้ยาก ต่อมาได้มีการบูรณะซ่อมแซมแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2531 โครงการพิพิธภัณฑ์เรือพื้นบ้านจึงได้เกิดขึ้นและนับเป็นพิพิธภัณฑ์เรือพื้นบ้านแห่งแรกของประเทศไทย

 


อ่านต่อรายละเอียด พิพิธภัณฑ์เรือพื้นบ้าน
---------------------------------------

วัดสิริจันทรนิมิตรวรวิหาร

ตั้งอยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดลพบุรีไปทางทิศเหนือตามถนนพหลโยธินประมาณ 12 กิโลเมตร อยู่ในเขตตำบลเขาพระงาม วัดเขาพระงามนี้เดิมเป็นวัดร้าง สร้างมาแต่เมื่อใดไม่ปรากฏ ต่อมาในปี พ.ศ. 2455 พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาสกรุงเทพฯ กับพระสงฆ์อีกรูปได้ธุดงค์มาพักที่วัดนี้เห็นว่ามีภูมิประเทศดี จึงได้สร้างพระพุทธรูปที่ไหล่เขานี้ เป็นพระพุทธรูปที่มีหน้าตักกว้าง 11 วา สูงจากหน้าตักถึงยอดพระเศียร 18 วา เส้นพระศกทำด้วยไหกระเทียม เมื่อสร้างเสร็จได้ถวายพระนามว่าพระพุทธนฤมิตมัธยมพุทธกาล ครั้นภายหลังซ่อมเมื่อปี พ.ศ. 2469 จึงเปลี่ยนนามใหม่ว่าพระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล มาจนทุกวันนี้

บริเวณวัดมีกิจกรรมที่กำลังเป็นที่น่าสนใจของคนทั่วไปคือ การขายพลอยสีต่าง ๆ ที่เจียระไนจากหินควอซท์ ซึ่งขุดได้จากบริเวณเขาพระงามเรียกว่า "เพชรพระงาม" ราคาพอสมควรที่นักท่องเที่ยวทุกระดับจะซื้อเป็นของที่ระลึกได้ ปัจจุบันมีแผงขายเพชรพระงามตั้งอยู่บริเวณลานหน้าวัด

 


อ่านต่อรายละเอียด วัดสิริจันทรนิมิตรวรวิหาร
---------------------------------------

วัดเวฬุวัน (วัดเขาจีนแล)

ตั้งอยู่หุบเขาจีนแลในท้องที่ ต.นิคมสร้างตนเอง อ.เมือง จ.ลพบุรี อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดลพบุรีประมาณ 18 กิโลเมตร การคมนาคมสะดวกทั้งปี อยู่ใกล้กับอ่างเก็บน้ำซับเหล็ก แต่เดิมบริเวณวัดนี้เป็นป่าทึบเต็มไปด้วยป่าไผ่ หลวงพ่อลี (พระครูอุบาลี ธรรมาจารย์) ได้เดินธุดงค์มาถึงที่นี่ เห็นภูมิประเทศเหมาะสมดี จึงหยุดยั้งอยู่และตั้งสำนักสงฆ์ขึ้น วัดเขาจียแลนี้เป็น สถานที่สงบร่มรื่นธรรมชาติสวยงามเพราะตั้งอยู่กลางหุบเขา ภูเขาล้อมรอบทั้งสี่ด้าน พระพุทธรูปสำคัญ 2 องค์ คือ พระพุทธรูปใหญ่ ที่หลวงพ่อลีสร้าง และพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงสร้างถวายซึ่งประดิษฐานอยู่บนยอดเขา ที่วัด แห่งนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการไปเที่ยวพักผ่อนชมธรรมชาติหรือไปแสวงบุญ มีโบสถ์รูปร่างแปลกสวยงามสำหรับให้บำเพ็ญธรรม มีสำนักชีคอยบริการให้ความสะดวกแก่ผู้ไปเที่ยวและไปทำบุญและยังมีหอสมุดของวัดซึ่งมีหนังสือธรรมะต่าง ๆ มากมายไว้บริการ

วัดเขาจีนแลเป็นวัดที่สร้างขึ้นใหม่ สถานที่ร่มรื่น มีภูเขาล้อมรอบสี่ด้าน เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ 2 องค์ คือ พระพุทธรูปใหญ่ที่หลวงพ่อลีสร้าง และพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงสร้างประดิษฐานอยู่บนยอดเขา มีโบสถ์รูปทรงแปลก จั่วเป็นซุ้มกุทุแบบอินเดีย รวมถึงหอสมุดและสำนักชี

 


อ่านต่อรายละเอียด วัดเวฬุวัน (วัดเขาจีนแล)
---------------------------------------

วัดสุวรรณคีรีปิฎก (วัดเขาตะกร้า)

วัดเขาตะกร้าทอง หรือ วัดสุวรรณคีรีปิฎก เป็นวัดที่สร้างอยู่บนภูเขาใกล้กับบริเวณอ่างซับเหล็ก จังหวัดลพบุรีโดยพระสุปฏิปัณโณผู้ก่อสร้างวัดนี้ขึ้นมาคือ หลวงปู่บุญเหลือ และหลวงปู่ขาว ซึ่งในขณะนั้นได้เดินธุดงค์ผ่านมายังสถานที่แห่งนี้กล่าวกันว่า บริเวณยอดเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดนี้มีลักษณะเป็นแอ่งคล้ายกับตะกร้าเมื่อยามต้องแสงแดดนั้นบริเวณแอ่งนี้จะมีแสงระยิบระยับคล้ายกับทองจึงเป็นที่มาของชื่อวัดเขาตะกร้าทองดังกล่าวหลวงปู่บุญเหลือท่านได้มรณภาพไปตั้งแต่ปี 2516 ยังเหลืออยู่แต่หลวงปู่ขาวซึ่งตอนนี้ได้ไปสร้างวัดอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ พวกเราเลยไม่มีโอกาสได้กราบนมัสการท่านภายในวัดจะมีถ้ำผู้ก่อกำเนิด ประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปปั้นหลวงปู่บุญเหลือ และปู่ฤาษี ห้องถัดมา คือถ้ำมหาโชคซึ่งอยู่ในถ้ำ มีค้างคาวน้อยใหญ่อาศัยอยู่ข้างในเป็นห้องโถงประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่  สิ่งมหัศจรรย์ที่เราได้พบคือห้องโถงประดิษฐานพระพุทธรูป กับจุดที่ค้างคาวอาศัยนั้นห่างกันไม่เกินสิบก้าว แต่บริเวณที่ประดิษฐานพระพุทธรูป จะไม่มีค้างคาวมาเกาะด้านบนและไม่มีมูลค้างคาวให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ... หลวงพี่เล่าว่าพอตกเย็นบรรดาค้างคาวน้อยใหญ่ก็จะบินออกจากถ้ำไปหากิน เห็นเป็นขบวน สวยงามมากบริเวณชั้นบนสุดจะเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อใหญ่และเจ้าแม่กวนอิมหลวงพี่บอกว่า ไม่ค่อยมีใครรู้จักวัดนี้มากนัก เนื่องจากเป็นวัดที่เน้นสายกรรมฐาน จึงมิได้ทำการประกาศออกไปแต่ถ้าหากญาติโยมสนใจอยากที่จะมาปฏิบัติธรรม ทางวัดก็ยินดีต้อนรับแม้ว่าอาจจะไม่ได้รับความสะดวกสบายมากนัก เนื่องทางวัดมีพระอยู่น้อยโดยขณะนี้มีพระจำวัดเหลืออยู่เพียง 4 รูปเท่านั้น แต่สิ่งที่ได้มาก็คือความสงบทั้งทางกายและทางใจเมื่อได้มาสัมผัสจึงคิดว่าหากมีโอกาสก็อยากให้พวกเราที่สนใจช่วยเผยแพร่วัดให้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายต่อไป

 


อ่านต่อรายละเอียด วัดสุวรรณคีรีปิฎก (วัดเขาตะกร้า)
---------------------------------------

บ้านท่ากระยาง (หล่อรูปโลหะและดินสอพอง)

อยู่ในเขตอำเภอเมืองลพบุรี หลังวัดตองปุ เดิมเป็นหมู่บ้านช่างหล่อ มีอาชีพหล่อพระพุทธรูปด้วยโลหะ ต่อมาเริ่มหล่อรูปโลหะอื่นๆ เป็นประเภท ของที่ระลึกและเลียนแบบของเก่าด้วย เช่น รูปสัตว์ประจำปีนักษัตริย์ รูปหนุมาน เทวรูปพระกาฬ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการทำดินสอพองเม็ดเล็กแบบเก่าอีกด้วย

 บ้านท่ากระยางบ้านท่ากระยางบ้านท่ากระยางบ้านท่ากระยาง บ้านท่ากระยาง 


อ่านต่อรายละเอียด บ้านท่ากระยาง (หล่อรูปโลหะและดินสอพอง)
---------------------------------------

ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี

ตั้งอยู่ภายในบริเวณสถาบันราชภัฏเทพสตรีลพบุรี มีหน้าที่ทะนุบำรุงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดศูนย์วัฒนธรรมนี้เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2524 ภายในหอวัฒนธรรมได้จัดนิทรรศการเกี่ยวกับจังหวัดลพบุรีหลายด้าน เช่น แผนที่จังหวัด ตำนาน-นิทานพื้นบ้าน แผ่นที่ทางภาษา นอกจากนั้นยังเก็บรวบรวมและจัดแสดงเอกสารโบราณที่พบในจังหวัดอีกด้วย

 


อ่านต่อรายละเอียด ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี
---------------------------------------

สถานีรถไฟลพบุรี

สถานีรถไฟลพบุรี ตั้งอยู่ริมทางรถไฟด้านทิศตะวันออกของ พระปรางค์สามยอด เป็นเทวสถานเก่าของขอม สร้างด้วยศิลาแลงเรียงซ้อนกันเป็นฐานสูง ขบวนรถไฟผ่านให้บริการนักท่องเที่ยวที่ต้องชมวิวและเที่ยวรอบตัวจังหวัด

สถานีรถไฟลพบุรีสถานีรถไฟลพบุรี สถานีรถไฟลพบุรีสถานีรถไฟลพบุรีสถานีรถไฟลพบุรี


อ่านต่อรายละเอียด สถานีรถไฟลพบุรี
---------------------------------------

วัดนิโครธ

วัดนิโครธ เป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยโบราณ  ไม่ปรากฎประวัติการก่อสร้าง แต่จากร่องรอยแนวฐานปรางค์สามยอดที่เป็นศิลาแลงและโบราณวัตถุต่างๆโบราณที่ทำด้วยศิลา  สันนิษฐานว่า จะเป็นศาสนสถานในสมัยลพบุรี สำหรับศาลเจ้าพ่อเทพสร้างขึ้นเมืองปี พ.ศ.  2477 โดยใช้ศิลาแลงก่อขึ้นเป็นอาคารเล็กๆ สันนิษฐานว่า องค์เจ้าพ่อเทพนั้นน่าจะเป็นเทวรูปประกอบสถานของปราค์เก่าองค์ในองค์หนึ่ง เมื่อปรางค์เก่าชำรุดพังทลายลงจึงสร้างใหม

 วัดนิโครธ วัดนิโครธ วัดนิโครธ


อ่านต่อรายละเอียด วัดนิโครธ
---------------------------------------

วัดท่าแค เมืองลพบุรี

วัดท่าแค เมืองลพบุรี เป็นวัดของชาวลาวเชื้อสายเวียงจันทร์ซึ่งอพยพเข้ามาเมื่อปี 200 ก่อน ในบริเวณวัดมีหอไตรโบราณสร้างด้วยไม้สักที่ได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามเมื่อปี พ.ศ.2536 ภายในหอกั้นด้วยฝาเฟี้ยมประดับกระจกสีเพื่อใช้เป็นห้องเก็บพระไตรปิฎก ฝาเฟี้ยมนี้จำหลักเป็นรูปสัตว์มงคลต่างๆ ตามคติจีน เช่น นก ช้าง ราชสีห์ ปลา ม้าบิน แจกันดอกไม้ เป็นต้น


อ่านต่อรายละเอียด วัดท่าแค เมืองลพบุรี
---------------------------------------

พิพิธภัณฑ์จอมพล ป พิบูลสงคราม

พิพิธภัณฑ์จอมพล ป.พิบูลสงคราม จัดแสดงชีวประวัติของจอมพล ป. ผ่านข้าวของเครื่องใช้ประจำตัวของท่านที่ภรรยาและทายาทมอบให้ ท่านเป็นผู้พัฒนาเหล่าทหารปืนใหญ่ให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ เป็นรากฐานมาจนปัจจุบัน 


อ่านต่อรายละเอียด พิพิธภัณฑ์จอมพล ป พิบูลสงคราม
---------------------------------------

พิพิธภัณ์ทหารรบพิเศษ ป่าหวาย

พิพิธภัณ์ทหารรบพิเศษ ป่าหวาย  สิ่งที่น่าสนใจของที่นี่ก็คือห้องแสดงยุทธวิถีการฝึก กลางห้องโถงด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ตกแต่งด้วยประติมากรรมรูปช้างสามเศียร ที่ภายในบรรจุดินจากสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ 10 แห่ง เช่น ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี เมืองถลาง จ.ภูเก็ต เป็นต้น ผนังห้องประดับประติมากรรมนูนต่ำทำด้วยกระเบื้องดินเผาจากด่านเกวียน ภายในอาคารแบ่งเป็นห้องๆ แสดงยุทธวิธีการฝึกด้านต่างๆ เช่น การรบในป่า ห้องปฏิบัติการใต้น้ำ การขุดอุโมงค์ใต้ดินเพื่อหลบซ่อนตัวในการรบ เป็นต้น


อ่านต่อรายละเอียด พิพิธภัณ์ทหารรบพิเศษ ป่าหวาย
---------------------------------------

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

หัวหิน  เกาะเสม็ด   เกาะช้าง  เกาะเต่า  พัทยา  ภูเรือ  เขาใหญ่  เขาค้อ  ดอยอินทนนท์  สวนผึ้ง

บริษัท ไทยทัวร์ อินโฟ จำกัดด
Email: info@thai-tour.com All rights reserved by Thai-Tour.Com with TAT License 11/04452
เกี่ยวกับเรา | นโยบายความเป็นส่วนตัว | การใช้เวปไซต์ | โฆษณา