สถานที่ท่องเที่ยว
เกาะเสม็ด เกาะช้าง บ้านพักพัทยา ปาย เขาค้อ ที่พักหัวหิน   
อยุธยา ...สนใจที่พัก แนะนำ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ อยุธยา คลิกที่นี่ได้เลย ราคาพิเศษสำหรับผู้ชมไทยทัวร์....

อยุธยา

>

ที่พักอยุธยา

>

แผนที่อยุธยา

>

ร้านอาหารอยุธยา

>

การเดินทางอยุธยา

>

ประวัติอยุธยา


อำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอยุธยา


พุทธอุทยานมหาราช หลวงปู่ทวด

พุทธอุทยานมหาราช หลวงพ่อทวดองค์ใหญ่ อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ที่ กิโลเมตรที่ 44 ถนนสายเอเชีย เลขที่ 115 หมู่ที่ 4 ต.บ้านใหม่ อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา ผมได้มีโอกาสเดินทางผ่านมาที่นี่ โดยได้สังเกตเห็นองค์หลวงพ่อทวดมาแต่ไกล จึงได้แวะเข้าไปเที่ยวชมพื้นที่จุดเด่นสำคัญก็คงหนีไม่พ้นหลวงพ่อทวดองค์ใหญ่ ซึ่งมีหน้าตักขนาด 24 เมตร สูง 51 เมตร เมื่อเข้ามาถึงบริเวณก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ร่มรื่นพอสมควร แต่พื้นที่โดยรอบยังมีการขุดสระ และกำลังสร้างวัดวชิรธรรมาราม จากข้อมูลโครงการมาจากแนวคิดเพื่อให้เป็นประโยชน์และความสุขต่อสาธารณะประวัติหลวงปู่ทวด (หรือ สมเด็จเจ้าพะโคะ, หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด, สมเด็จเจ้าพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์) เป็นที่รู้จักกันดีในประเทศไทยจากตำนานท้องถิ่นซึ่งยังไม่ปรากฏหลักฐานในทางประวัติศาสตร์ยืนยันความมีอยู่จริง ประวัติที่พิมพ์เผยแพร่กล่าวว่าท่านเป็นพระเกจิอาจารย์รูปสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้ที่ศรัทธาในหลวงปู่ทวดเชื่อกันว่าพระเครื่องที่สร้างเนื่องด้วยท่านจะมีอานุภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองผู้มีพระเครื่องหลวงปู่ทวดในครอบครอง

โครงการพุทธอุทยานมหาราช ตั้งอยู่ที่หลักก.ม.ที่ 44 ขาขึ้นเหนือ ถ.สายเอเชีย ต.บ้านใหม่ อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา เบอร์โทรศัพท์ 035-836-375 มีที่จอดรถกว้างขวาง

บรรยากาศด้านบนวิวสวยมากบรรยากาศมองเห็นวิวรอบๆมองเห็นทุกอย่างสวยสมคำล่ำลือมีเป็ด 3 ตัวน่ารักมากนี่คือบรรยกาศตลาดก๋วยเตี๋ยว ดังของที่นี่ถ้วยคือจุดเด่น่ เป็นกะลามะพร้าวมุมถ่ายรูปเก๋ๆ ก็มีอร่อยด้วยที่สำคัญหอมน้ำซุปมากแม่ค้าน่ารักร้านผัดไทลิเก เจ้าดังอีกหนึ่งเจ้าหาขนมหวานกินดีกว่าเดินอิ่มท้องเข้าววัดมีบริการพกร่มหลวงปู่ทวดบรรยกาศร้านหมูเด้งตึกไม้เก่าสวยหลวงปู่ทวดหลวงปู่ทวดหลวงปู่ทวดพุทธอุทยานมหาราช หลวงพ่อทวดองค์ใหญ่บรรยากาศด้านหน้าร้านขายมีดร้านทำขนมร้านนี้ก็อร่อยกรอบหอมกระเทียมประตูทางเข้า


อ่านต่อรายละเอียด พุทธอุทยานมหาราช หลวงปู่ทวด
---------------------------------------

วัดพระศรีสรรเพชญ์

ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวิหารพระมงคลบพิตร เป็นวัดสำคัญที่สร้างอยู่ในพระราชวังหลวงเทียบได้กับวัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งกรุงเทพมหานครหรือวัดมหาธาตุแห่งกรุงสุโขทัย ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างพระราชมณเฑียรเป็นที่ประทับที่บริเวณนี้ ต่อมาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงย้ายพระราชวังขึ้นไปทางเหนือและอุทิศที่ดินเดิมให้สร้างวัดขึ้นภายในเขตพระราชวังและโปรดเกล้าฯให้สร้างเขตพุทธาวาสขึ้น เพื่อเป็นที่สำหรับประกอบพิธีสำคัญต่างๆ จึงเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา

ต่อมาในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระสถูปเจดีย์ใหญ่สององค์เมื่อ พ.ศ.2035 องค์แรกทางทิศตะวันออกเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของ

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถพระราชบิดา และองค์ที่สอง คือองค์กลางเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 พระบรมเชษฐา ต่อมาในปี พ.ศ. 2042 ทรงสร้างพระวิหารขนาดใหญ่และในปี พ.ศ.2043 ทรงหล่อพระพุทธรูปยืนสูง 8 วา (16 เมตร) หุ้มด้วยทองคำหนัก 286 ชั่ง (ประมาณ 171 กิโลกรัม) ประดิษฐานไว้ในวิหาร พระนามว่า “พระศรีสรรเพชญดาญาณ” ซึ่งภายหลังเมื่อคราวเสียกรุง พ.ศ. 2310 พม่าได้เผาลอกทองคำไปหมด  ในสมัยรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญชิ้นส่วนชำรุดของพระประธานองค์นี้ลงมากรุงเทพฯและบรรจุชิ้นส่วนซึ่งบูรณะไม่ได้เหล่านั้นไว้ในเจดีย์องค์ใหญ่ที่สร้างขึ้นแล้วพระราชทานชื่อเจดีย์ว่า “เจดีย์สรรเพชญดาญาณ”

สำหรับเจดีย์องค์ที่สามถัดมาทางทิศตะวันตก สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (พระหน่อพุทธางกูร) พระราชโอรสได้โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เจดีย์สามองค์นี้เป็นเจดีย์แบบลังกา ระหว่างเจดีย์แต่ละองค์มีมณฑปก่อคั่นไว้ซึ่งคงจะมีการสร้างในราวรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และมีร่องรอยการบูรณะปฏิสังขรณ์หนึ่งครั้งในราวรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามได้มีการบูรณะเจดีย์แห่งนี้จนมีสภาพที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน วัดนี้เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00–18.30 น. ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท หรือสามารถซื้อบัตรรวมได้ ชาวไทย 60 บาท ชาวต่างประเทศ 180 บาท โดยบัตรนี้สามารถเข้าชมวัดและพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้  ภายในระยะเวลา 30 วัน อันได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังหลวง วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดพระราม วัดไชยวัฒนาราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยาและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานศิลปากรที่ 3 โทร. 0 3524 2501, 0 3524 2448  หรือ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โทร. 0 3524 2284, 0 3524 2286  หมายเหตุ ตั้งแต่เวลาประมาณ 19.30-21.00 น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถาน

วัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นวัดสำคัญที่สร้างอยู่ในพระราชวังหลวงเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาวัดพระศรีสรรเพชญ์วัดพระศรีสรรเพชญ์วัดพระศรีสรรเพชญ์ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามได้มีการบูรณะเจดีย์แห่งนี้จนมีสภาพที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน


อ่านต่อรายละเอียด วัดพระศรีสรรเพชญ์
---------------------------------------

วิหารพระมงคลบพิตร

ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์ ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปคุ้มขุนแผน วิหารพระมงคลบพิตรจะอยู่ถัดไปไม่ไกลนัก พระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปบุสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง 9.55 เมตร และสูง 12.45 เมตร นับเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่องค์หนึ่งในประเทศไทย ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นระหว่างปี พ.ศ. 1991–2145 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดเกล้าฯให้ย้ายจากทิศตะวันออกนอกพระราชวังมาไว้ทางด้านทิศตะวันตกที่ประดิษฐานอยู่ในปัจจุบันและโปรดเกล้าฯให้ก่อมณฑปสวมไว้

ในสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือ เมื่อปี พ.ศ. 2249 อสุนีบาตตกลงมาต้องยอดมณฑปพระมงคลบพิตรเกิดไฟไหม้ทำให้ส่วนบนขององค์พระมงคลบพิตรเสียหายจึงโปรดเกล้าฯให้ซ่อมแซมใหม่ แปลงหลังคายอดมณฑปเป็นมหาวิหารและต่อพระเศียรพระมงคลบพิตรในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ (พ.ศ. 2285–2286) ในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 วิหารพระมงคลบพิตรถูกข้าศึกเผาเครื่องบนโทรมลงมาต้องพระเมาฬีและพระกรขวาของพระมงคลบพิตรหัก รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้การปฏิสังขรณ์ใหม่ สำหรับบริเวณข้างวิหารพระมงคลบพิตรทางด้านทิศตะวันออกแต่เดิมเป็นสนามหลวง ใช้เป็นที่สำหรับสร้างพระเมรุพระบรมศพของพระมหากษัตริย์และเจ้านายเช่นเดียวกับท้องสนามหลวงของกรุงเทพฯ

วิหารมงคลบพิตรวิหารมงคลบพิตรระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปบุสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย


อ่านต่อรายละเอียด วิหารพระมงคลบพิตร
---------------------------------------

วัดใหญ่ชัยมงคล

เดิมชื่อวัดป่าแก้วหรือวัดเจ้าพระยาไทย ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก จากกรุงเทพฯ เข้าตัวเมืองอยุธยาแล้วจะเห็นเจดีย์วัดสามปลื้ม (เจดีย์กลางถนน) ให้เลี้ยวซ้ายตรงไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะเห็นวัดใหญ่ชัยมงคลอยู่ทางซ้ายมือ วัดนี้ตามข้อมูลประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าพระเจ้าอู่ทองทรงสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1900 สำหรับเป็นสำนักของพระสงฆ์ซึ่งไปบวชเรียนมาแต่สำนักพระวันรัตน์มหาเถรในประเทศลังกา คณะสงฆ์ที่ไปศึกษาพระธรรมวินัยเรียกนามนิกายในภาษาไทยว่า “คณะป่าแก้ว” วัดนี้จึงได้ชื่อว่า วัดคณะป่าแก้ว ต่อมาเรียกให้สั้นลงว่า “วัดป่าแก้ว”  ต่อมาคนเลื่อมใสบวชเรียนพระสงฆ์นิกายนี้  พระราชาธิบดีจึงตั้งอธิบดีสงฆ์นิกายนี้เป็นสมเด็จพระวันรัตน์มีตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายขวาคู่กับ

พระพุทธโฆษาจารย์เป็นอธิบดีสงฆ์ฝ่ายคันถธุระมีตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายซ้าย หลังจากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็น“วัดเจ้าพระยาไทย” สันนิษฐานว่ามาจากที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงสร้างวัดป่าแก้วขึ้น ณ บริเวณที่ซึ่งได้ถวายพระเพลิงพระศพของเจ้าแก้วเจ้าไทยหรืออาจมาจากการที่วัดนี้เป็นที่ประทับของพระสังฆราชฝ่ายขวา ซึ่งในสมัยโบราณเรียกพระสงฆ์ว่า “เจ้าไทย” ฉะนั้นเจ้าพระยาไทยจึงหมายถึงตำแหน่งพระสังฆราชในปี พ.ศ. 2135 เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำศึกยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชแห่งพม่าที่ตำบลหนองสาหร่าย เมืองสุพรรณบุรี  ทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่ขึ้นที่วัดนี้เป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ การสร้างพระเจดีย์อาจสร้างเสริมพระเจดีย์เดิมที่มีอยู่หรืออาจสร้างใหม่ทั้งองค์ก็ได้ ไม่มีหลักฐานแน่นอน ขนานนามว่า “พระเจดีย์ชัยมงคล” แต่ราษฎรเรียกว่า “พระเจดีย์ใหญ่” ฉะนั้นนานวันเข้าวัดนี้จึงเรียกชื่อเป็น “วัดใหญ่ชัยมงคล” วัดนี้ร้างไปเมื่อคราวเสียกรุงครั้งสุดท้าย และเพิ่งจะตั้งขึ้นเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษาเมื่อไม่นานมานี้

นอกจากนี้ยังมี วิหารพระพุทธไสยาสน์ สร้างในสมัยสมเด็จพระนเรศวร เพื่อเป็นที่ถวายสักการะบูชาและปฏิบัติพระกรรมฐาน   ปัจจุบันมีการสร้างพระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีผู้นิยมไปนมัสการอย่างสม่ำเสมอเป็นจำนวนมาก  ค่าเข้าชม ต่างชาติ คนละ 20 บาท

 

วัดใหญ่ชัยมงคลวัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยาวัดใหญ่ชัยมงคลวัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยาวัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยาวัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยาวัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยาวัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา


อ่านต่อรายละเอียด วัดใหญ่ชัยมงคล
---------------------------------------

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสามพระยา

สถานที่น่าสนใจในพิพิธภัณฑ์ ได้แก่

พระพุทธรูประทับนั่งห้อยพระบาท

เป็นพระพุทธรูปสมัยทวาราวดีที่เคยประดิษฐานในซุ้มพระสถูป โบราณวัดพระเมรุ จังหวัดนครปฐมซึ่งกรมศิลปากร ได้พยายามติดตาม ชิ้นส่วนต่าง ๆ ขององค์พระที่กระจัดกระจายไปอยู่ในที่ต่างๆ มาประกอบขึ้นเป็นองค์ได้อย่างสมบูรณ์ นับเป็นพระพุทธรูปที่มีค่ามากองค์หนึ่งเพราะในโลกมีเพียง 6 องค์เท่านั้น

เศียรพระพุทธรูปสัมฤทธิ์สมัยอู่ทอง

มีขนาดใหญ่มาก ได้จากวัดธรรมมิกราช แสดงถึงความเก่าแก่ ของวัด และฝีมือการหล่อวัตถุ ขนาดใหญ่ในสมัยโบราณ นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุที่ขุดพบอีกมากมายโดยเฉพาะที่ได้จากกรุวัดราชบูรณะรวบรวมไว้ในห้องมหรรฆภัณฑ์ มีเครื่องราชูปโภคทองคำทองกรพาหุรัตน์ ทับทรวง เครื่องประดับเศียรสำหรับชายและหญิง พระแสงดาบฝักทองคำประดับพลอยสีต่างๆ เป็นต้น แสดงความรุ่งเรืองของ กรุงศรีอยุธยาในอดีตไว้อย่างน่าชมน่าศึกษามาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาเปิดทำการตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. วันพุธ-วันอาทิตย์ ปิดวันจันทร์ วันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าธรรมเนียมการเข้าชม ชาวไทยคนละ 10 บาท ชาวต่างประเทศคนละ 30 บาท รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ โทร. (035) 241587

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา


อ่านต่อรายละเอียด พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสามพระยา
---------------------------------------

วัดพนัญเชิงวรวิหาร

วัดพนัญเชิง เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร แบบมหานิกาย สร้างมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี (จากคำให้การชาวกรุงเก่ากล่าวว่าเป็นพระอารามหลวงลำดับที่ ๑๕) อยู่ในเขตปกครองของคณะสงฆ์ตำบลหอรัตนไชย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ตอนใต้ของเกาะเมือง ทางราชการใช้ชื่อว่าตำบลคลองสวนพลู (หรือตำบลกะมัง) อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การเดินทางสู่วัดพนัญเชิงวรวิหาร ๓ ทาง ก. เดินทางโดยรถยนต์ไปตามถนนพหลโยธิน แยกเข้าจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่สามแยกอำเภอวังน้อย ถนนสายโรจนะถึงเจดีย์ใหญ่วัดสามปลื้ม ตรงหลักกิโลเมตรที่ ๑ เลี้ยวซ้ายไปตามถนน ผ่านวัดใหญ่ชัยมงคลแล่นเรื่อยไปจนถึงวัด ข. เดินทางโดยรถไฟไปยังสถานีจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต่อรถประจำทาง หรือรถรับจ้างเพื่อข้ามเรือที่สถานีตำรวจป้อมเพชร ซึ่งเรียกว่า ท่าข้ามวัดสุวรรณดาราราม – วัดพนัญเชิงฯ ค. เดินทางโดยเรือ มีเรือ ๓ สาย สายใต้และสายตะวันตก จะถึงวัดซึ่งอยู่ตรงข้ามสถานีตำรวจป้อมเพชรก่อนถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สายเหนือจะถึงตัวจังหวัดก่อนถึงวัด

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา

พระพุทธไตรรัตนนายกวัดพนัญเชิงวรวิหารวัดพนัญเชิงวรวิหาร เป็นวัดแบบพุทธจีนติดแม่น้ำวัดพนัญเชิงวรวิหารวัดพนัญเชิงวรวิหาร วัดพนัญเชิงวรวิหารวัดพนัญเชิงวรวิหารวัดพนัญเชิงวรวิหารวัดพนัญเชิงวรวิหาร วัดพนัญเชิงวรวิหารวัดพนัญเชิงวรวิหาร


อ่านต่อรายละเอียด วัดพนัญเชิงวรวิหาร
---------------------------------------

พระราชวังจันทรเกษม

โบราณสถานโบราณวัตถุที่น่าสนใจในพระราชวังจันทรเกษม มีดังนี้

 กำแพงและประตูวัง

เป็นสิ่งที่สร้างใหม่ในรัชกาลที่ 4 ของเดิมมีอาณาเขตกว้างขวางกว่าที่เห็นในปัจจุบัน เพราะขุดพบรากฐานของพระที่นั่งนอกกำแพงวัดด้านใน และพบซากอิฐ ในบริเวณเรือนจำหลายแห่ง

 พลับพลาจตุรมุข

เป็นพลับพลาเครื่องไม้ ตั้งอยู่บนศาลาใกล้ประตูวังด้านทิศตะวันออก เดิมเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เวลาเสด็จประพาส ปัจจุบันจัดแสดงเครื่องชามลายครามของจีน อาวุธสมัยโบราณ และเครื่องราชูปโภคของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

 พระที่นั่งพิสัยศัลยลักษณ์ (หอส่องกล้อง)

เป็นหอสูงสี่ชั้นอยู่ที่ริมพระราชวังด้านทิศตะวันตก สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่หักพังลงมาเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 หอที่เห็นอยู่ในปัจจุบันสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ตามรากฐานเดิม ทรงใช้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรดาว

 

 พระที่นั่งพิมานรัตยา

เป็นตึกหมู่อยู่กลางพระราชวัง เคยเป็นที่ตั้งศาลากลางมณฑลและจังหวัดมาหลายปี ปัจจุบันแสดงพระพุทธรูป เทวรูป พระพิมพ์สมัยต่างๆ และเครื่องไม้จำหลักสมัยอยุธยา


อ่านต่อรายละเอียด พระราชวังจันทรเกษม
---------------------------------------

วัดมหาธาตุ

วัดมหาธาตุ กรุงศรีอยุธยา เป็นหนึ่งในวัดในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา วัดมหาธาตุเป็นวัดที่มีความสำคัญยิ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมธาตุใจกลางพระนคร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งยังเป็นที่พำนักของ สมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสีอีกด้วย วัดแห่งนี้จึงได้รับการก่อสร้าง และ ดูแลตลอดเวลาจวบจนถูกทำลายลงหลังเสียกรุงครั้งที่ 2

ประวัติ

วัดมหาธาตุเป็นวัดที่เก่าแก่และมีประวัติที่ไม่ค่อยจะชัดเจน บางฉบับบอกว่า ในปี พ.ศ. 1917 บางฉบับก็บอก พ.ศ. 1927 แต่อย่างไรก็ตาม ได้ใช้เวลาก่อสร้างไปเป็นจำนวนมาก ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พระปรางค์เคยพังลงมาเกือบครึ่งองค์ถึงชั้นครุฑ ปรางค์ของวัดนี้เดิมทีเดียวสร้างด้วยศิลาแลง แต่จะด้วยเหตุผลประการใดไม่ทราบ จึงยังมิได้ซ่อมแซมให้คืนดีดังเดิม ในรัชกาลนั้น ต่อมาสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงบูรณะใหม่ รวมเป็นความสูง 25 วา แต่ก็ได้พังทลายลงมาอีกรอบในรัชสมัยรัชกาลที่ 5

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา

วัดมหาธาตุ เป็นวัดที่มีความสำคัญมากในสมัยอยุธยา


อ่านต่อรายละเอียด วัดมหาธาตุ
---------------------------------------

หมู่บ้านญี่ปุ่น

หมู่บ้านญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่ตำบลเกาะเรียน สามารถเดินทางจากวัดพนัญเชิงไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะเห็นอาคารผนวกหมู่บ้านญี่ปุ่นตั้งอยู่ทางด้านขวามือ ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีชาวต่างประเทศเข้ามา ค้าขายเป็นจำนวนมาก ญี่ปุ่นเป็นชนชาติหนึ่งที่เดินทางเข้ามาในสมัยนั้

เมื่อทางการญี่ปุ่นอนุญาตให้ชาว ญี่ปุ่นค้าขายกับชาวต่างชาติได้โดยให้มีหัวหน้าปกครองในกลุ่มตน นับแต่นั้นมาชาวญี่ปุ่นก็เข้ามาอาศัยใน กรุงศรีอยุธยามากขึ้น หัวหน้าชาวญี่ปุ่นในขณะนั้นคือ นากามาซา ยามาดาเป็นผู้มีอำนาจและเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จนได้รับแต่งตั้งเป็นออกญาเสนาภิมุขรับราชการต่อมาจนได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจนสิ้นชีวิต ปัจจุบันสมาคมไทย-ญี่ปุ่นได้จารึกเรื่องราวประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านญี่ปุ่นในสมัยกรุงศรีอยุธยามาจัดแสดงไว้ภายในหมู่บ้านญี่ปุ่น และปรับปรุงบริเวณหมู่บ้านให้เป็นอาคารผนวกของศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา รวมทั้งจัดแสดงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไป

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา


อ่านต่อรายละเอียด หมู่บ้านญี่ปุ่น
---------------------------------------

ปางช้าง (แลเพนียด)

เมื่อมาถึงอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา นอกจากโบราณสถาน ร้านรวง และต้นไม้แล้ว สิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจไม่แพ้กันก็คือ ช้างตัวใหญ่ใจดี ที่แต่งองค์ทรงเครื่องสวยงาม เดินอุ้ยอ้ายพานักท่องเที่ยวเดินชมทิวทัศน์รอบๆกรุงเก่า ปางช้างอยุธยา แลเพนียด

เปิดให้บริการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ ด้วยเจตนารมณ์จะลดปัญหาการเข้ามาเร่ร่อน หากินในเมืองหลวงของช้างและควาญช้าง คุณสมพาสน์ มีพันธุ์ จึงรวบรวมช้าง และควาญ เหล่านั้นเข้าด้วยกัน แล้วทำการฝึกอบรม เพื่อใช้ในการต้อนรับนักท่องเที่ยว จนถึงวันนี้ "ปางช้าง" เปลี่ยนเป็น "วังช้าง" มีช้างในสังกัด 60 เชือก และช้างสมาชิกอีกราว 50 เชือก รวมแล้วมีช้างกว่า 100 เชือก ที่หมุนเวียนบริการ นักท่องเที่ยว ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ ประวัติโดยย่อ ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธุ์ พ.ศ. 2540 โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมศิลปากร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เดิมได้ตั้งชื่อว่า ปางช้างอยุธยา แล เพนียด และได้เปลี่ยนชื่อ ใหม่เป็น วังช้างอยุธยา แล เพนียด เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของและสถานที่ ที่อยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และเป็นพื้นที่มรดกโลก คำว่า แล หมายถึง แลมอง แลเห็น แลดู เป็นคำโบราณ เพนียด หมายถึง โบราณสถาน เป็นที่ จับช้างโบราณ ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ความหมายรวม คือ เป็นสถานที่ทำงานของช้าง และดูแล ได้ รวบ รวม ช้าง ซึ่ง เป็นสัตย์ ที่ เกี่ยว ข้อง กับ ประวัติศาสตร์ คู่ อยุธยา มานานาน เพื่ออนุรักษ์ ให้ ชนรุ่นหลัง ได้สัมผัส ช้างไทย พร้อม บริการ นักท่องเที่ยว ทั้ง ชาวไทย และ ต่างชาติ มีบริการขี่ช้างทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 - 17.00 น.

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา


อ่านต่อรายละเอียด ปางช้าง (แลเพนียด)
---------------------------------------

วัดพระรามและบึงพระราม

วัดพระราม ตั้งอยู่นอกเขต พระราชวัง ทางด้านทิศตะวันออก ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตรงข้ามกับวิหารพระมงคลบพิตร

ประวัติ วัดพระรามนั้น คาดว่าถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๑๙๑๒ ในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร ซึ่งเป็นบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑(พระเจ้าอู่ทอง) พระราชบิดา แต่พระองค์ทรงครองราชได้เพียงแค่ปีเดียว จึงเข้าใจกันว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ทรงได้ช่วยเหลือให้สร้าง จนสำเร็จก็ได้ หรืออาจจะสร้างเสร็จเมื่อสมเด็จพระราเมศวรเสวยราชย์ครั้งที่ ๒ ก็เป็นไปได้ สิ่งก่อสร้าง ปัจจุบันซากปรักหักพังเหลือแต่ พระปรางค์ กำแพงด้านหนึ่ง และ เสาในพระอุโบสถ วิหาร ๗ หลัง พระปรางค์ พระปรางค์องค์ใหญ่ ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม สูงแหลมขึ้นไปด้านบน ทางด้านทิศตะวันออก มีพระปรางค์องค์ขนาดกลางองค์ ส่วนทางตะวันตกทำเป็นซุ้มประตู มีบันไดสูงจากฐานขึ้นไปทั้งสองข้าง ที่มุมปรางค์ประกอบด้วยรูปสัตว์หิมพาน มีปรางค์ขนาดเล็กตั้งอยู่ทางทิศเหนือ และ ใต้ รอบๆปรางคืเล็กมีเจดีย์ล้อมรอบอีก ๔ ด้าน นอกจากนี้ยังมีเจดีย์เล็กบ้าง ใหญ่บ้างอยู่รอบๆ องค์พระปรางค์ประมาณ ๒๘ องค์ วัดพระรามนี้เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง คือ กำแพงวัดพระรามด้านเหนือ มีแนวเหลื่อมกันอยู่ กำแพงด้านตะวันออก ตะวันตก และด้านใต้ มีซุ้มประตูค่อนไปทางทิศตะวันตก ได้ระดับกับมุมระเบียงด้านตะวันตกเฉียงหนือของปรางค์ส่วนแนวเหลื่อมนั้นได้ระดับ กับมุมระเบียงตะวันออกเฉียงเหนือของปรางค์ ไม่มีซุ้มประตู คล้ายเจตนาสร้างไว้เพื่อประสงค์อะไรอย่างหนึ่ง วิหาร วิหารใหญ่ อยู่ทางตะวันออกของพระปรางค์ อยู่ด้านหน้าวัด มีทางเดินต่อกับประปรางค์ วิหารน้อย อยู่ทางด้านทิศใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เป็นวิหารที่มีด้านหลัง เชื่อมต่อกับเจดีย์ใหญ่ ซึ่งหักพังไปแล้ว วิหาร อยู่ทางมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นวิหารขนาดกลาง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีเจดีย์ใหญ่ ฐานสี่เหลี่ยมอยู่หลังวิหาร วิหารน้อย หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้มีเจดีย์เล็กองค์หนึ่ง วิหารเล็ก อยู่ด้านหน้าของพระอุโบสถ มีประตูด้านละ ๑ ประตู วิหาร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านหลังวิหารมีเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมองค์หนึ่ง ปรักหักพังเช่นกัน วิหาร อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของปรางค์ มีขนาดเล็กกว่าวิหารด้านตะวัน ปัจจุบัน เหลือแต่ฐาน

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา


อ่านต่อรายละเอียด วัดพระรามและบึงพระราม
---------------------------------------

พระราชานุสาวรีย์สุริโยทัย

เป็นพระอนุสาวรีย์ประดิษฐานพระรูปสมเด็จพระสุริโยทัย วีรสตรีไทยสมัยอยุธยา ตั้งอยู่ที่บริเวณทุ่งมะขามหย่อง ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ มีลักษณะเป็นอนุสรณ์สถาน ประกอบด้วยพระราชานุสาวรีย์ช้างทรงของสมเด็จพระสุริโยทัย มีนักรบจาตุรงคบาทที่มีเค้าโครงหน้าละม้ายนายพลฯในยุคนั้น 2 ท่าน คือ พลเอก วิมล วงศ์วานิช และ พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำ พื้นที่จำลองค่ายข้าศึกและกองทัพข้าศึก 4 ทัพ ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของพื้นที่อ่างเก็บน้ำมีเนื้อที่ราว 180 ไร่ จุน้ำราว 1,000,000 ลูกบาศก์เมตร อาคารอเนกประสงค์ และสวนสาธารณะริมอ่างเก็บน้ำ

ประวัติ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัยเป็นโครงการอนุสรณ์สถานที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยในวันที่ 21 มิถุนายน 2531 คณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการจัดสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแก่พระองค์ท่าน ที่ทรงเป็นวีรสตรีผู้กล้าหาญในประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จนกระทั่งสมัย พลเอก อิสระพงศ์ หนุนภักดี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการ (ชื่อในขณะนั้น) ได้ดำเนินการออกแบบวางผังก่อสร้างเพื่อเสนอต่อ นาย อานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรีเพื่อขอรับความเห็นชอบ และได้ลงนามเห็นชอบ และแต่งตั้งคณะกรรมการจัดสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย เมื่อ วันที่ 4 กรกฎาคม 2534 ส่วนองค์พระราชานุสาวรีย์และประติมากรรมภายในพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัยนั้น ออกแบบและปั้นรูปโดย คุณไข่มุกด์ ชูโต

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา


อ่านต่อรายละเอียด พระราชานุสาวรีย์สุริโยทัย
---------------------------------------

วัดพุทไธศวรรย์

ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ในตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา ในสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดพุทไธศวรรย์เป็นพระอารามหลวงที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงวัดหนึ่ง ปรากฏตามตำนานว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างขึ้นในบริเวณที่ซึ่งเป็นที่ตั้งพลับพลาที่ประทับเมื่อทรงอพยพมาตั้งอยู่ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ที่ตรงนี้มีชื่อปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า "ตำบลเวียงเล็กหรือเวียงเหล็ก" ครั้นเมื่อสถาปนากรุงศรีอยุธยาแล้ว ถึง พ.ศ. 1896 จึงโปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้นเป็นพระราชอนุสรณ์ ณ ตำบลซึ่งพระองค์เสด็จมาตั้งมั่นอยู่แต่เดิม และพระมหากษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาก็คงจะได้โปรดให้สร้างถาวรวัตถุ เพิ่มเติมขึ้นอีกหลายอย่าง

อนึ่ง เมื่อเสียกรุงฯ ในปี พ.ศ. 2310 วัดพุทไธศวรรย์ก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่มิได้ถูกพม่าทำลายเหมือนวัดอื่น ๆ ทุกวันนี้จึงยังมีโบราณสถานไว้ชมอีกมากมาย

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด

ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจ คือ ปรางค์ประธาน องค์ใหญ่ศิลปะแบบขอม ตั้งอยู่กึ่งกลางอาณาเขตพุทธาวาสบนฐานไพที ซึ่งมีลักษณะย่อเหลี่ยมมีบันไดขึ้น 2 ทาง คือ ทางทิศตะวันออก และทางทิศตะวันตก ส่วนทิศเหนือทิศใต้มีมณฑปสองหลังภายในพระมณฑปมีพระประธาน พระตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ประจำอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตำหนักนี้อยู่ในสภาพค่อนข้างทรุดโทรมแต่ภายในผนังของตำหนัก มีภาพสีเกี่ยวกับเรื่องหมู่เทวดา นักพรต นมัสการพระพุทธบาท และเรือสำเภาตอนพระพุทธโฆษาจารย์ไปลังกา ภาพเหล่านี้อยู่ในสภาพไม่ชัดเจนนัก นอกจากนี้ยังมีพระอุโบสถอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของปรางค์ หมู่พระเจดีย์สิบสององค์,วิหารพระนอน และตำหนักท้าวจตุคามรามเทพ

สถานที่ที่น่าสนใจในวัดพุทไธศวรรย์

๑. พระอุโบสถ (พระตำหนักเวียงเหล็ก)

๒. พระธาตุ (องค์พระปรางค์ใหญ่) เป็นศิลปะอยุธยาตอนต้นผสม ศิลปะขอมมีระเบียงล้อมรอบ

- ระเบียงล้อมรอบภายในประดิษฐานพระปูนปั้นนับร้อยองค์ ด้านข้างพระปรางค์มีมณฑปข้างเป็นที่ประดิษฐานพระประธานปูนปั้นปางมาวิชัย

๓. พระพุทธรูปเหล็กไหล (ชื่อพระสุวรรณโฑพัง)

๔. วิหารองค์พ่อจตุคามรามเทพ ที่มีผู้คนกราบไหว้สักการบูชาตลอดวัน

ทำไมที่วัดพุทไธศวรรย์ จึงมีองค์พ่อจตุคามรามเทพ

เกิดขึ้นจากการดำริที่จะสร้างองค์ หลวงพ่อทวด ขนาดหน้าตัก ๒๙ นิ้ว ประดิษฐานไว้ที่วัดนี้ โดยจะมีการบรรจุ พระหลวงพ่อทวด ขนาดเล็ก (แบบห้อยคอ) ๑๐,๐๐๐ องค์ไว้ในองค์หลวง พ่อทวดด้วยจึงได้เดินทางไป วัดช้างให้ เพื่อติดต่อขอเช่าทำบุญ พระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน ผสมดินกากยายักษ์ แต่ทางวัดช้างให้ไม่มี จากนั้นก็ได้เดินทางไปที่ วัดทรายขาว ติดต่อขอ ทำบุญบูชาพระหลวงพ่อทวด ทางวัดให้ทำบุญองค์ละ ๓๐ บาท ๑๐,๐๐๐ องค์ ก็ต้องใช้เงินมากถึง ๓๐๐,๐๐๐ บาท พระอาจารย์โชติไม่มีเงินมากพอจึงไม่สามารถเช่าบูชาพระมา

ต่อมาพระอาจารย์โชติ ได้อธิษฐานต่อ หลวงพ่อดำ ซึ่งเป็นพระประธานในโบสถ์วัดพุทไธศวรรย์ เพื่อ ขอให้เจตนาที่ตั้งใจไว้ได้ประสบความสำเร็จ...หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันก็มีลูกศิษย์ อาจารย์เณร วิรัช ลุปซ่า ซึ่งได้ทราบถึงเจตนารมณ์ของท่านจึงได้แนะนำให้ติดต่อไปยังคุณอนันต์ แซ่ตัน (โกฉ้า) ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมสำนักเดียวกันที่ จ.นครศรีธรรมราช ว่ามีพระหลวงพ่อทวดบ้างไหม? ถ้ามีจะให้ทำบุญองค์ละเท่าไหร่?.....เมื่อทราบเจตนาของพระอาจารย์โชติ

คุณอนันต์ก็ได้ถวายพระหลวงพ่อทวดจำนวน ๑๐,๐๐๐ องค์ และได้เดินทางมาที่วัดพุทไธศวรรย์ เพื่อมอบพระดัง กล่าว โดยมี คุณอะผ่อง สกุลอมร (โกผ่อง) ร่วมเดินทางมาด้วย เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ในวันนั้น โกผ่อง ได้ประกอบพิธีอัญเชิญ องค์พ่อจตุคามรามเทพ ด้วย เมื่อ ท่านพ่อประทับทรงแล้วก็ได้ถามว่ามีธุระอะไร พระอาจารย์โชติจึงได้ตอบวัตถุประสงค์ให้ทราบ พร้อมทั้งขอเรียน วิชาจันทรภาณุ เหนือฟ้า เหนือดิน ท่านพ่อถามต่อว่า"จะเรียนไปทำไม" พระอาจารย์โชติตอบท่านว่า เพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ แต่ที่สำคัญจะได้รู้ว่าวิชา เหล่านี้ มีจริงหรือ ไม่ ?"

จากนั้นท่านพ่อจตุคามรามเทพจึงได้จับมือครอบให้พระอาจารย์โชติ และจับมือ เขียนอักขร เพื่อมอบวิชาความรู้ให้ตามขั้นตอน ต่อมาพระอาจารย์โชติเห็นว่าที่วัดน่าจะมี องค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพองค์ใหญ่ประดิษฐานเพื่อให้ลูกศิษย์และสาธุชนในภาคกลางได้ สักการะกราบไหว้บูชาแทนการเดินทางไปถึง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ไกลอาจจะไม่สะดวก สำหรับบางคน ด้วยสาเหตุและปัจจัยหลายประการ..พระอาจารย์โชติ จึงได้อธิษฐานขออนุญาต ต่อ องค์ท่านองค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ เพื่อสร้างรูปหล่อขนาดหน้าตัก ๒๙นิ้วขึ้นโดย กำหนดพิธีหล่อเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๕ ซึ่งตรงกับ วันลอยกระทง (วันเพ็ญ เดือนสิบสอง)

และในพิธีเดียวกันนี้ได้ มีการเททองหล่อรูปเหมือน ท่านพ่อจตุคามรามเทพ ขนาดหน้าตัก ๗ นิ้ว ให้ลูกศิษย์ได้นำไปสักการะไหว้บูชา..ต่อมาพระอาจารย์โชตได้ขออนุญาต องค์ท่านพ่อจตุคามรามเทพ จัดสร้างวัตถุมงคล รุ่น "มรดกพ่อ" เพื่อนำปัจจัยสมทบทุน สร้างมณฑป สำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่หลวงพ่อหวลได้สร้างค้างไว้ให้สำเร็จลุล่วงไป ด้วยดีจะได้ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา และบูชาพระคุณของพระมหากษัตริย์ไทย ทุกพระองค์ โดยเฉพาะสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระ เจ้าอู่ทอง) ผู้ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยา และสร้างวัดพุทไธศวรรย์มานานกว่า ๖๕๔ ปี

พิธีมหาเทวาภิเษก วัตถุมงคล รุ่น "มรดกพ่อ" ได้ประกอบขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งก็ได้ผ่านไปแล้ว โดยความเรียบร้อยทุก ประการ ......ณ บัดนี้วัตถุมงคล ท่านพ่อ จตุคามรามเทพ รุ่น "มรดกพ่อ" ได้เปิดให้ศรัทธา สาธุชนผู้สนใจได้ทำบุญเช่าบูชาที่ วัดพุทไธศวรรย ์ แล้วมีหลายรูปแบบพิมพ์ทรงและหลายเนื้อหามวลสาร เลือกทำบุญบูชาได้ตามกำลังศรัทธาและความสนใจ

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา

หลวงพ่อดำ เป็นพระประธานในโบสถ์วัดพุทไธศวรรย์วัดพุทไธศวรรย์วัดพุทไธศวรรย์วัดพุทไธศวรรย์


อ่านต่อรายละเอียด วัดพุทไธศวรรย์
---------------------------------------

วัดกษัตราธิราชวรวิหาร

วัดกษัตราธิราชวรวิหาร เป็นวัดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่นอกเกาะเมืองตั้งอยู่ตรงข้ามกับเจดีย์พระศรีสุริโยทัย เดิมเรียกชื่อ "วัดกษัตรา" หรือ "วัดกษัตราราม" เป็นวัดเก่าแก่โบราณสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เป็นวัดที่เลื่องลือในด้านความงามของทิวทัศน์โดยรอบ เมื่อมองจากริมน้ำยามคำคืน จะเห็นพระอุโบสถ และองค์พระปรางค์ใหญ่สูงเป็นหลักประธานของวัด ภายในพระอุโบสถตกแต่งเพดานด้วยไม้สลักลายรูปดาวประติมากรรมที่หาดูได้ยากการเดินทาง จากทางหลวงหมายเลข 3263 พบสี่แยกให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 3413 ไปไม่ไกลก็จะพบวัดตั้งอยู่ซ้ายมือ

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา

วัดกษัตราธิราชวรวิหารเป็นวัดที่ขึ้นชื่อว่ามีทิวทัศน์ที่สวยงาม


อ่านต่อรายละเอียด วัดกษัตราธิราชวรวิหาร
---------------------------------------

หมู่บ้านโปรตุเกส

หมู่บ้านโปรตุเกส ตั้งอยู่ที่ตำบลสำเภาล่ม บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตก อยู่ทางใต้ ของตัวเมือง ชาวโปรตุเกสเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาเมื่อปีพ.ศ. 2054 โดยอัลฟองโซ เดอ อัลบูเคอร์ก ผู้สำเร็จราชการของโปรตุเกส ประจำเอเซีย ได้ส่งนายดูอาร์เต้ เฟอร์นันเดส เป็นฑูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา ชาวโปรตุเกสเข้ามาตั้งหลักแหล่งค้าขายและเป็นทหารอาสาในกองทัพกรุงศรีอยุธยา สร้างโบสถ์ขึ้นเพื่อเผยแพร่ศาสนาและเป็นศูนย์กลางของชุมชน ปัจจุบันบริเวณนี้ยังมีร่องรอยสิ่งก่อสร้างปรากฏให้เห็นคือ โบราณสถานซานเปโตรหรือโบสถ์ในคณะ โดมินิกันซึ่งเป็นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา นับเป็นโบสถ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นในแผ่นดินไทย มีการขุดค้นพบโบราณวัตถุที่สำคัญได้แก่ โครงกระดูกมนุษย์ กล้องยาสูบ เหรียญกษาปณ์ เครื่องปั้นดินเผาและเครื่องประกอบพิธีทางศาสนา

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา

หมู่บ้านโปรตุเกส เป็นโบสถ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นในแผ่นดินไทยมีการขุดค้นพบโบราณวัตถุที่สำคัญเช่น โครงกระดูกมนุษย์หมู่บ้านโปรตุเกส


อ่านต่อรายละเอียด หมู่บ้านโปรตุเกส
---------------------------------------

เจดีย์พระศรีสุริโยทัย

อยู่ในเกาะเมืองด้านทิศตะวันตก ติดกับสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 3 ถนนอู่ทอง พระเจดีย์แห่งนี้เป็นโบราณสถานที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็นอนุสรณ์สถานของวีรสตรีไทยพระองค์แรก สมเด็จพระสุริโยทัยซึ่งสิ้นพระชนม์ในการทำสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับพระเจ้าแปรและเป็นการยืนยันเกียรติแห่งสตรีไทยที่ได้รับการยกย่องจากสังคมไทยมาแต่ครั้งบรรพกาล ปี พ.ศ. 2091 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นครองราชสมบัติมีสมเด็จพระสุริโยทัยเป็นพระมเหสี หลังจากครองราชย์ได้ 7 เดือน พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้และบุเรงนองยกทัพเข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยาโดยผ่านมาทางด้านด่านพระเจดีย์สามองค์จังหวัดกาญจนบุรีและตั้งค่ายล้อมพระนคร สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงช้างออกไปพร้อมกับพระราชโอรส สมเด็จพระสุริโยทัยทรงเป็นห่วงพระราชสวามีจึงได้ทรงเครื่องแบบอย่างนักรบชายประทับช้างตามเสด็จออกไป กองทัพกรุงศรีอยุธยาปะทะกับทัพหน้าของกรุงหงสาวดีซึ่งมีพระเจ้าแปรเป็นแม่ทัพ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของพระเจ้าแปรและบังเอิญช้างทรงเกิดเพลี่ยงพล้ำ สมเด็จพระสุริโยทัยจึงไสช้างพระที่นั่งเข้าขวางพระเจ้าแปรด้วยเกรงว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระราชสวามีจะเป็นอันตราย จนถูกพระแสงของ้าวฟันพระอังสาขาดสะพายแล่งสิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง

เมื่อสงครามยุติลงสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงปลงพระศพของพระนางและสถาปนาวัดที่ปลงพระศพขึ้นเป็นวัดสวนหลวงสบสวรรค์ (เดิมชื่อ วัดสบสวรรค์) ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการสอบสวนหาตำแหน่งสถานที่ต่างๆ ที่กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารเพื่อเรียบเรียงเป็นหนังสือประชุมพงศาวดารขึ้นทูลเกล้าฯถวาย จึงเป็นเหตุให้ทราบตำแหน่งของวัดสบสวรรค์ ซึ่งยังคงพบเจดีย์แบบย่อไม้สิบสองสูงใหญ่ปรากฏตามที่ตั้งในปัจจุบันนี้ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงขนานนามเรียกชื่อเจดีย์ว่า "เจดีย์พระศรีสุริโยทัย"

ในปี พ.ศ. 2533 รัฐบาลได้มอบให้กรมศิลปากรและกรป.กลาง ดำเนินการบูรณะซ่อมแซมเสริมรูปทรงพระเจดีย์ที่ชำรุดให้อยู่ในสภาพเดิมและจากการบูรณะ ศิลปากรได้พบวัตถุโบราณ เช่น พระพุทธรูปผลึกแก้วสีขาวปางมารวิชัย พระเจดีย์จำลอง ผอบทองคำบรรจุพระธาตุ เป็นต้น ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

 

 

  

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา


อ่านต่อรายละเอียด เจดีย์พระศรีสุริโยทัย
---------------------------------------

วัดโลกยสุธาราม

ตั้งอยู่ที่ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ทางด้านหลังพระราชวังหลวง และโรงเรียนประตูชัย ใกล้กับวัดวรโพธิ์ และวัดวรเชษฐาราม

ประวัติ

วัดโลกยสุธาราม สันนิษฐานว่าได้สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง เนื่องจากวัดนี้มีพระพุทธไสยาสน์ ปางไสยาสน์ลักษณะสมัยอยุธยาตอนกลาง ก่ออิฐถือปูน พระพักตร์หันไปทางทิศเหนือ ที่พระเศียรมีดอกบัวรองรับ พระบาทซ้อนกันเป็นมุมฉาก นิ้วพระบาทยาวเท่ากัน มีความยาว ๔๒ เมตร และสูง ๘ เมตร

พระพุทธไสยาสน์องค์นี้ได้รับการขุดแต่งโดยโรงงานสุรา ร่วมกับกรมศิลปากร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ คุณหญิงระเบียบ ธำรงนาวาสวัสดิ์ และครอบครัว ได้บูรณะพระพุทธไสยาสน์เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ นาย ธำรง และ พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา

พระพุทธไสยาสน์ หันไปทางทิศเหนือ ที่พระเศียรมีดอกบัวรองรับพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ได้รับการขุดแต่งโดยโรงงานสุรา ร่วมกับกรมศิลปากรวัดโลกยสุธาราม ตั้งอยู่ด้านหลังของพระราชวังหลวงวัดโลกยสุธาราม อยุธยาวัดโลกยสุธาราม อยุธยา วัดโลกยสุธาราม อยุธยาวัดโลกยสุธาราม อยุธยา 


อ่านต่อรายละเอียด วัดโลกยสุธาราม
---------------------------------------

วัดหน้าพระเมรุ

ตั้งอยู่ริมคลองสระบัวด้านทิศเหนือของคูเมือง (เดิมเป็นแม่น้ำลพบุรี)  ตรงข้ามกับพระราชวังหลวง สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น พุทธศักราช 2046 มีชื่อเดิมว่า “วัดพระเมรุราชิการาม” ที่ตั้งของวัดนี้เดิมคงเป็นสถานที่สำหรับสร้างพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งสมัยอยุธยาตอนต้นต่อมาจึงได้สร้างวัดขึ้น มีตำนานเล่าว่าพระองค์อินทร์ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างวัดนี้เมื่อ พ.ศ. 2046  วัดนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเมื่อครั้งทำศึกกับพระเจ้าบุเรงนองได้มีการทำสัญญาสงบศึกเมื่อ พ.ศ. 2106ได้สร้างพลับพลาที่ประทับขึ้นระหว่างวัดหน้าพระเมรุกับวัดหัสดาวาส

วัดนี้เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ได้ถูกพม่าทำลายและยังคงปรากฏสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พระอุโบสถมีขนาดยาว 50 เมตร กว้าง 16 เมตรเป็นแบบอยุธยาตอนต้นซึ่งมีเสาอยู่ภายใน ต่อมาสร้างขยายออกโดยเพิ่มเสารับชายคาภายนอกในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หน้าบันเป็นไม้สักแกะสลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหยียบเศียรนาคและมีรูปราหูสองข้างติดกับเศียรนาค หน้าต่างเจาะเป็นช่องยาวตามแนวตั้ง เสาเหลี่ยมสองแถวๆ ละแปดต้น มีบัวหัวเสาเป็นบัวโถแบบอยุธยา ด้านบนประดับด้วยดาวเพดานเป็นงานจำหลักไม้ลงรักปิดทอง ส่วนลายแกะสลักบานประตูพระวิหารน้อย เป็นลายแกะสลักด้วยไม้สักหนา แกะสลักจากพื้นไม้ไม่มีการนำชิ้นส่วนที่อื่นมาติดต่อเป็นลายซ้อนกันหลายชั้น พระประธานในอุโบสถสร้างปลายสมัยอยุธยาเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทรงเครื่องแบบกษัตราธิราช มีนามว่า “พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ” จัดเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุธยาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีปรากฏอยู่ในปัจจุบันและมีความสมบูรณ์งดงามมากสูงประมาณ 6 เมตรหน้าตักกว้างประมาณ 4.40 เมตร  ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการปฏิสังขรณ์วัดนี้โดยรักษาแบบอย่างเดิมไว้และได้เชิญพระพุทธรูปศิลาสีเขียวหรือพระคันธารราฐประทับนั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีจากวัดมหาธาตุมาไว้ในวิหารสรรเพชญ์(หรือเรียกว่า วิหารน้อยเพราะขนาดวิหารเล็ก มีความยาว 16 เมตร กว้างประมาณ 6 เมตร) ซึ่งอยู่ข้างพระอุโบสถ  พระพุทธรูปศิลาแบบนั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีนี้ นับเป็น 1 ใน 5 องค์ที่มีอยู่ในประเทศไทย จึงนับเป็นสิ่งที่มีค่าควรแก่การเก็บรักษาไว้ พระอุโบสถเปิดตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.

 


อ่านต่อรายละเอียด วัดหน้าพระเมรุ
---------------------------------------

วัดไชยวัฒนาราม

สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๗๓ โดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นบนที่ที่เป็นบ้านเดิมของพระองค์เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระราชมารดา แต่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือกรุงละแวก(พนมเปญ) โดยจำลองแบบมาจากปราสาทนครวัด

สถาปัตยกรรม

ฐานภายใน

วัดไชยวัฒนาราม มีปรางค์ประธานและปรางค์มุมอยู่บนฐานเดียวกัน พระปรางค์ประธานนำรูปแบบของพระปรางค์สมัยอยุธยาตอนต้นมาก่อสร้าง แต่ปรางค์ประธานที่วัดไชยวัฒนารามทำมุขทิศยื่นออกมามากกว่า บนยอดองค์พระปรางค์ใหญ่อาจเคยประดิษฐานพระเจดีย์ขนาดเล็ก สื่อถึงพระเจดีย์จุฬามณีบนยอดเขาพระสุเมรุ รอบพระปรางค์ใหญ่ล้อมรอบไปด้วยระเบียงคตที่เดิมนั้นมีหลังคา ภายในระเบียงคตประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยที่เคยลงรักปิดทองจำนวน ๑๒๐ องค์ เป็นเสมือนกำแพงเขตศักดิ์สิทธิ์ ตามแนวระเบียงคตตรงทิศทั้งแปดสร้างเมรุทิศ และ เมรุมุม(เจดีย์รอบๆพระปรางค์ใหญ่) ภายในเมรุทุกองค์ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่อง ภายในซุ้มเรือนแก้วล้วนลงรักปิดทอง ฝ่าเพดานทำด้วยไม้ประดับลวดลายลงรักปิดทองเช่นกัน

เมรุทิศเมรุราย

เมรุทิศเมรุราย ตั้งล้อมรอบพระปรางค์อยู่ทั้งสิ้น ๘ หลัง โดยผนังภายในเมรุเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปใบไม้ใบกนก ซึ่งลบเลือนไปมากแล้ว ผนังด้านนอกของเมรุมีภาพปูนปั้นพุทธประวัติ จำนวน ๑๒ ภาพ ซึ่งในปัจจุบันเลือนไปแล้วเช่นกัน แต่เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วยังสามารถเห็นได้ชัด

เมรุทิศ (ซ้าย) ปรางค์มุม (ขวา)

เมรุเป็นทรงปราสาท ซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป ๗ ชั้น รองรับส่วนยอดที่ ชื่อที่มานั้นนำมาจากเมรุ พระบรมศพพระมหากษัตริย์สมัยพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีแนวความคิด มาจากคติเขาพระสุเมรุอีกต่อหนึ่ง

พระอุโบสถ สร้างอยู่ทางด้านหน้ากำแพงเมรุทิศเมรุราย นอกระเบียงคต ปัจจุบันเหลือแต่ฐาน ข้างๆมีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง มีกำแพงล้อมรอบโบราณสถานสำคัญแหล่านี้ถึง ๓ ชั้น และ มีปรางค์เจดีย์ขนาดย่อมอีกจำนวนหนึ่งซึ่งสร้างเพื่อในภายหลัง วัดไชยวัฒนารามเป็นวัดหลวงที่บำเพ็ญพระราชกุศลของพระมหากษัตริย์สืบต่อมาหลังจากนั้นทุกพระองค์ จึงได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชสมัย เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงศพพระบรมวงศานุวงศ์เกือบทุกพระองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสิ้นพระชนม์ก็ได้ถวายพระเพลิงที่วัดนี้

ก่อนกรุงแตก พ.ศ. ๒๓๑๐ วัดไชยวัฒนารามถูกแปลงเป็นค่ายตั้งรับศึก และเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยา วัดไชยวัฒนารามจึงได้ถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง ผู้ร้ายเข้าไปลักลอบขุดหาสมบัติ เศียรพระพุทธรูปถูกตัดขโมย มีการรื้ออิฐที่พระอุโบสถ และกำแพงวัดไปขาย แต่ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ กรมศิลปากรจึงได้เข้ามาอนุรักษ์จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๓๕

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา

วัดไชยวัฒนารามวัดไชยวัฒนาราม มีปรางค์ประธานและปรางค์มุมอยู่บนฐานเดียวกันวัดไชยวัฒนาราม


อ่านต่อรายละเอียด วัดไชยวัฒนาราม
---------------------------------------

คุ้มขุนแผน

ตั้งอยู่ที่ถนนป่าโทน เป็นตัวอย่างของหมู่เรือนไทยภาคกลาง ในรูปแบบเรือนคหบดีไทยสมัยโบราณ เดิมเป็นจวนสมุหเทศาภิบาล มณฑลกรุงเก่า พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์ทรงสร้างขึ้นในปีพ.ศ.2437 ที่เกาะลอยบริเวณสะพานเกลือซึ่งอยู่ตรงข้ามกับที่ว่าการมณฑล ต่อมาในราวปีพ.ศ. 2483 ปรีดี พนมยงค์นายรัฐบุรุษอาวุโสได้ย้ายจวนหลังนี้มาสร้างในบริเวณคุกนครบาลเก่าของพระนครศรีอยุธยา พร้อมทั้งสร้างเรือนไทยเพิ่มขึ้นอีกในปี พ.ศ.2499 และให้ชื่อเรือนไทยนี้ว่าคุ้มขุนแผน ซึ่งเชื่อกันว่าขุนแผนเคยต้องโทษอยู่ในคุกแห่งนี้ การเดินทาง หากมาจากกรุงเทพฯ เข้าตัวเมืองอยุธยาแล้วให้ข้ามสะพานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชตรงไปจนถึงศาลากลางจังหวัดหลังเดิม จะเห็นสามแยกแล้วเลี้ยวขวาตรงไปไม่ไกลนักจะเห็นคุ้มขุนแผนอยู่ทางซ้ายมือ เป็นเรือนไทยทรงโบราณ มีอยู่ 5 หลัง อยู่กลางเกาะทางด้านใต้วิหารพระมงคลบพิตร หันหน้าสู่ถนนศรีสรรเพชญ์ และถนนป่าตอง ในตำบลประตูชัย สร้างไว้เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้เห็น และ ศึกษารูปบ้านไทยในชนบทสมัยโบราณ ทั้งจะเห็นว่าก่อนนั้นจัดบ้านอย่างไร เช่น เรือนเอก เรือนโท หอพระ หอเครื่อง หอนั่ง ครัวไฟ ซึ่งนับวันรูปบ้านไทย โบราณแทบจะหมดไป

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา


อ่านต่อรายละเอียด คุ้มขุนแผน
---------------------------------------

วัดมเหยงค์

วัดมเหยงค์ สร้างในรัชกาลสมเด็จเจ้าสามพระยา เมื่อ พ.ศ. 1981 โดยสร้างเจดีย์ทรงระฆังอยู่บนฐานทักษิณ มีช้างล้อมเป็นประธานของวัดเจดีย์ช้างล้อมนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่าคงเอาแบบอย่างมาจากพระเจดีย์ชัยของพระเจ้าทุษฐาคามินีมหาราชในลักกาทวีป ซึ่งทรงช้างชื่อกุลฑลทำสงครามได้ชัยชนะ ได้ครองราชสมบัติมีโอกาสทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในลักกาให้รุ่งเรืองยิ่งในสมัยพระองค์ เจดีย์ช้างล้อมในลักษณะคล้ายกันนี้เคยพบมาแล้วที่เมืองสุโขทัย เมืองศรีสัชนาลัย และเมืองกำแพงเพชร ส่วนชื่อวัดมเหยงค์นั้นสันนิษฐานว่าตั้งชื่อตามมหิยังคณะเจดีย์ในลักกาทวีป

ต่อมารัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการปฏิสังขรณ์วัดมเหยงค์ ครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2252 เสด็จทอดพระเนตรการปฏิสังขรณ์อยู่เนื่อง ๆ จึงโปรดให้สร้างพระตำหนักที่ประทับขึ้นบนเกาะแห่งหนึ่งทางด้านทิศใต้นอกกำแพงวัดลักษณะเป็นอาคารตึก 2 ชั้น แบบเดียวกับวัดกุฎีดาว และตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์ งานปฏิสังขรณ์ครั้งนี้พระอุโบสถเป็นอาคารที่ก่อสร้างขึ้นใหม่ตรงตำแหน่งเดิม ซึ่งอาจจะเคยเป็นวิหารก็ได้ลักษณะทางสถาปัตยกรรมและลวดลายปูนปั้นต่าง ๆ ที่พระอุโบสถแห่งนี้เป็นงานครั้งรัชกาลพระเจ้าท้ายสระ

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา

วัดมเหยงค์ สร้างในรัชกาลสมเด็จเจ้าสามพระยา เมื่อ พ.ศ. 1981วัดมเหยงค์วัดมเหยงค์บรรยากาศภายในวัดชื่อวัดมเหยงค์นั้นสันนิษฐานว่าตั้งชื่อตามมหิยังคณะเจดีย์ในลักกาทวีป


อ่านต่อรายละเอียด วัดมเหยงค์
---------------------------------------

วัดประดู่ทรงธรรม

ตั้งอยู่ในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยา ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมือง บริเวณกลุ่มวัดในเขต อโยธยา เดินทางโดยรถยนต์ตามเส้นทางถนนจากวงเวียนเจดีย์วัดสามปลื้มไปทางทิศเหนือ ผ่านวัดกุฏีดาว และวัดจักรวรรดิ เลี้ยวทางซ้ายมือแรก เข้าไปประมาณ 300 เมตร ตัววัดอยู่ทางขวามือ

เป็นวัดโบราณสร้างในสมัยอยุธยา แต่ไม่พบหลักฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยใด และใครเป็นผู้สร้าง เพียงถูกกล่าวในพงศาวดารปี 2163 ความว่าในคราวที่พระภิกษุสงฆ์ของวัดประดู่แปดรูป ได้ช่วยเหลือพระเจ้าทรงธรรมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาหลบหนีจากการก่อกบฏของพวกญี่ปุ่นที่หมายปลงพระชนม์ชีพ ครั้งฝ่ายมหาอำมาตย์พอคุมพลได้ก็ไล่รบญี่ปุ่นล้มตายและแตกไปจากพระราชวัง ต่อมาพระมหาอำมาตย์มีความชอบดังนี้จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ (ต่อมาได้เสวยราชสมบัติเป็นพระเจ้าปราสาททอง)

นอกจากนี้ยังมี การกล่าวถึงในคราวที่พระเจ้าอยู่หัวอุทุมพร หรือที่เรียกกันว่า "ขุนหลวงหาวัด" ทรงผนวชและพำนักที่วัดประดู่ทรงธรรมนี้เป็นวันสุดท้าย ก่อนถูกกวาดต้อนไปอังวะภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2310

จากผลสงครามได้ส่งผลให้วัดประดู่เป็นวัดร้างจนกระทั่งหลวงพ่อรอดเสือได้มาปฏิสังขรณ์ให้มีสภาพเป็นวัดและมีพระสงฆ์จำพรรษาเจริญมาเป็นลำดับจนถึงปัจจุบัน

สถานที่สำคัญภายในวัด คือพระอุโบสถสมัยกรุงศรีอยุธยาที่มีการบูรณะใหม่ในราวสมัยรัชกาลที่ 4 (จากคำบอกเล่าของพระภิกษุท่านหนึ่งของวัด) มีจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องราวทศชาติชาดกพุทธประวัติภาพขบวนเสด็จทางสถลมารควิถีชีวิตและการละเล่นของคนไทยในสมัยก่อน

ปัจจุบันวัดประดู่ทรงธรรมเป็นแหล่งศิลปศาสตร์พุทธศาสตร์หลายแขนง โดยเฉพาะมนต์คาถาการตีเหล็กของหลวงพ่อเลื่องและหลวงพ่อรอดเสือพระเถระเจ้าอาวาส ในสมัยก่อน นอกจากนี้ภายในวัดประดู่ฯ ยังมีพันธุ์ไม้โบราณขนาดใหญ่นานาชนิดขึ้นอยู่รอบวัดพาให้ร่มรื่นแก่ผู้มาเยือน

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา

วัดประดู่ทรงธรรมภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องราวทศชาติชาดกพุทธประวัติวัดประดู่ทรงธรรมหลวงพ่อรอด (เสือ)


อ่านต่อรายละเอียด วัดประดู่ทรงธรรม
---------------------------------------

ตลาดโก้งโค้ง

ตลาดน้ำ ตลาดสด ตลาดโบราณ ตลาดบก ทุกคนสามารถเดินทางได้อย่างอิ่มอกสำราญใจ อย่างที่มีคนเคยพูดไว้ว่า .. เที่ยวเมืองไทย ไม่ไปไม่รู้ สำหรับผม จะพาไปรู้จักตลาดน้องใหม่ ที่ใคร ๆ ก็อยากรู้จักกันมาก ณ ตอนนี้ นั่นก็คือ ... ตลาดโก้งโค้ง อยุธยา ตลาดโบราณมหาเสน่ห์ส่วนจะมหาเสน่ห์ยังไง และน่าเที่ยวขนาดไหนนั้น ได้เวลาที่ผมจะพาคุณไปตะลอนทัวร์ที่นั้นแล้วครับ ... "ตลาดโก้งโค้ง" ตั้งอยู่ที่ บ้านแสงโสม หมู่ 5 ถนน บางปะอิน-วัดพนัญเชิง (ติดวัดบ้านเลน) ตำบลหนอกหลวง หรืออยู่ห่างจากตัวอำเภอพระนครศรีอยุธยา 11 กิโลเมตร เป็นตลาดย้อนยุคโบราณที่น่าสนใจแห่งหนึ่ง ทั้งนี้ ทั้งนั้น "ตลาดโก้งโค้ง" นั้น มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "บ้านแสงโสม" ซึ่งมีลักษณะเป็นบ้านเรือนไทยหมู่ใหญ่ ที่คงความเป็นสถาปัตยกรรมไทยโบราณ ไว้อย่างเด่นชัด ทุกคนสามารถสัมผัสกับบรรยากาศเก่า ๆ แบบสมัยก่อนจริง ๆ สมัยกรุงศรีอยุธยา และพบกับวิถีชีวิตไทยในอดีตที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมไทยเอาไว้ อย่างไรก็ตาม บริเวณบ้านแสงโสมในอดีตเป็นด่านขนอน (ด่านเก็บภาษีในอดีต) และเป็นสถานที่ที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้านานาชนิด ทั้งที่เป็นสินค้าจากชุมชมและสินค้าจากตัวเมืองหรือจากต่างเมือง ส่วนจากคำว่า "ตลาดโก้งโค้ง" เป็นคำที่เรียกใช้ตลาดในสมัยโบราณ อยู่คู่กับกรุงศรีอยุธยามาเป็นเวลานาน โดนคนขายสินค้าจะนั่งขายสินค้าอยู่บนพื้นดิน ดังนั้น คนที่มาซื้อสินค้าจะต้อง "โก้งโค้ง" เพื่อเลือกดูสินค้าที่ตนสนใจ ซึ่งการโก้งโค้งของคนไทยนั้น ทำได้สุภาพ นุ่มนวล เป็นกิริยาที่แสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน โดยภาพการซื้อขายจะเต็มไปด้วยความอ่อนโยน และเต็มไปด้วยอัธยาศัยไมตรีเป็นมิตร ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย สำหรับสินค้าที่มีวางขายในตลาดนั้นก็จะมีสินค้าให้เลือกซื้อมากมาย ทั้งของสด - แห้ง - คาว - หวาน - ผลไม้มากมาย นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น ขนมสายบัว ขนมแป้งจี่ ขนมถั่วแปบ ขนมหม้อแกงถั่ว ทองหยิบ ขนมถ้วย ทองหยอด ขนมแป้งจี่ ขนมถ้วย ขนมตาล ไก่ย่าง หมูสะเต๊ะ ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ก๋วยเตี๋ยวเรือโบราณ ส้มโอ กล้วย ห่อหมก ข้าวปั้นสูตรโบราณ ชมการสาธิตการเป่าแก้ว สนุกนานกับการเดินชร้านขายของที่ระลึกพร้อมการแสดงชุมชนที่มีให้ชมกันเกือบตลอดทั้งวัน จุดเด่นของตลาดโก้งโค้งแห่งนี้คือ การรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีวิถีชาวบ้าน มีอาหารและสินค้าพื้นเมืองที่หาชมได้ยาก โดยแม่ค้าทั้งหลายจะแต่งชุดไทยแบบชาวบ้านจริง ๆ เพื่อรักษาวิถีชีวิตแบบอยุธยาเอาไว้ ทั้งนี้ เจ้าของสถานที่เขาบอกไว้ว่า ตลาดแห่งนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน (จะได้มีรายได้) ซึ่งตลาดจะไม่มีการเก็บค่าที่ใด ๆ ทั้งสิ้น ขอเพียงแต่แต่งชุดไทย ๆ ก็เพียงพอแล้ว (ได้ยินแล้วท่านอยากจะลองไปตลาดโก้งโค้งดูไหมหละครับ) ตลาดโก้งโค้งนี้ เปิดบริการทุกวันเสาร์ - อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00 - 16.00 น.

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา

ตลาดโก้งโค้งภายในตลาดมีสินค้าขายมากมาย ทั้งของสด แห้ง คาว หวาน และผลไม้ต่างๆนอกจากของสดแล้วก็ยังมีของใช้ต่างๆ อีกมากมายตลาดโก้งโค้ง


อ่านต่อรายละเอียด ตลาดโก้งโค้ง
---------------------------------------
---------------------------------------

ตลาดน้ำอโยธยา

ตลาดน้ำอโยธยา ตลาดน้ำแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 60 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ที่เดียวกับปางช้างอโยธยา ข้างวัดมเหยงคณ์ เรียกได้ว่า เป็นตลาดน้ำ ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็ว่าได้ เป็นตลาดย้อนยุคแบบโบราณ แวดล้อมไป ด้วยธรรมชาติ แบบไทยพื้นบ้านและสายน้ำ ในตลาดน้ำอโยธยา ได้จัดแบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายโซน มีร้านค้ามากถึง 249 ร้าน ประกอบไปด้วยเรือสินค้า ขายอาหาร 50 ลำ ตลาดนัดชุมชนวิถีไทกว่าอีก 40 ร้าน และร้านค้าต่างๆ อีก 159 ร้าน มีสะพานเดินริมแม่น้ำ เพื่อเลือกซื้อสินค้าจากกลุ่มชาวบ้านต่างอำเภอ หรือสินค้า OTOP มากมายหลากหลายชนิด

จุดเด่นอีกเรื่องหนึ่งของตลาดน้ำอโยธยา คือ การนำชื่ออำเภอทั้งหมดของ จังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา มาตั้งเป็นชื่ออาคาร สถานที่ เพื่อให้ผู้ที่มาเยือนได้รู้จักสินค้าของแต่ละอำเภอ และสามารถจดจำชื่ออำเภอต่างๆ ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้เป็นอย่างดี เช่น ตลาดบางซ้าย เครื่องจักรสาน ตลาดบางบาล ขนมของฝาก ตลาดบางปะหัน โรตี, ขนม, ของฝาก ตลาดเสนา กุ้งสด, ปลาเผา ลานการแสดง กรุงศรีอยุธยาเป็นต้น

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา


อ่านต่อรายละเอียด ตลาดน้ำอโยธยา
---------------------------------------

วัดท่าการ้อง

วัดท่าการ้อง เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตกของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ท่ามกลางชุมชนอิสลาม 2 หมู่บ้าน คือ บ้านท่ากับบ้านการ้อง อันเป็นวัดพุทธศาสนาที่อยู่ท่ามกลางชุมชนมุสสิม วัดท่าการ้อง ตั้งอยู่ที่บ้านท่า เป็นวัดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะมาสักการะบูชาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ นามว่า "พระพุทธรัตนมงคล" หรือที่เรียกกันว่า "หลวงพ่อยิ้ม" สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น ขณะที่บ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองและสงบสุข ดังจะเห็นได้จากพระพุทธลักษณะที่งดงามและพระพักตร์ที่มีความเมตตา วัดท่าการ้อง ได้ตกแต่งบริเวณวัดให้สวยงามด้วย ไม้ดอก ไม้ประดับ เป็นระเบียบ รวมทั้งมีห้องน้ำที่ตกแต่งสวยงามจนได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวด สุดยอดส้วมแห่งปีระดับประเทศ ปี 2549 ประเภทวัดและศาสนสถาน

ตลาดน้ำวัดท่าการ้อง ภายในบริเวณด้านหลังของวัดท่าการ้องได้จัดให้เป็นตลาดน้ำ ซึ่ง ของขายในตลาดก็จะเป็นพวกของกินหลากหลายชนิด ทั้งก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวผัด ของกินเล่น เช่นก๋วยเตี๋ยวหลอด สั้มตำสมุนไพร ไก่ทอดข้าวเหนียว ลูกชิ้นปิ้ง ขนมตาล ไอศครีม และ ร้านเครื่องดื่ม ประเภทกาแฟ ชาเย็น ใส่ในกระบอกไม้ไผ่ดูแปลกดี ดื่มแล้วชื่นใจ และ ราคาของกินที่นี่ราคาก็ไม่แพง บริเวณตลาดน้ำวัดท่าการ้องเปิดทุกวันเสาร์ - อาทิตย์ และ วันหยุดนักขัตฤกษ์ ติดต่อสอบถามวัดท่าการ้องโทร. (035) 323-088, (035) 211-074

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา

วัดท่าการ้อง เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยาสถานที่นมัสการพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ "พระพุทธรัตนมงคล"วัดท่าการ้อง


อ่านต่อรายละเอียด วัดท่าการ้อง
---------------------------------------

วัดราชบูรณะ

วัดราชบูรณะ ถูกสร้างขึ้นในสมัยเจ้าสามพระยา ในพศ. 1967 ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัดมหาธาตุ ตัวอาคารล้อมรอบไปด้วยระเบียงคตภายในมีองคปรางค์ประธานพระทับ

วัดราชบูรณะ มีชื่อเสียงโด่งดังทำให้มีกลุ่มคนร้ายลักลอบขุดกรุภายใน พ.ศ. 2499 และชิงทรัพย์สมบัติหนีไปอย่างมากมาย ต่อมาได้ทำการบูรณะวัดดังกล่าวโดยกรมศิลปกร

ปัจจุบันได้มีการเก็บทรัพย์สมบัติไว้ที่ห้องราชบูรณะ ภายในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา พบกับของมีค่าต่าง ๆ มากมาย เช่น ฝาผนังเขียนลวดลายสีเป็นชายจีน 3 คน และอักษรภาษาจีน ทั้งภาพนก ต้นไม้ ธรรมชาติ บางส่วนมีการปิดทองอีกด้วย

ทางวัดราชบูณะ เปิดให้บริการ 08.30-16.30 น. คนไทย 10 บาท ต่างชาติ 30 บาท หรือสามารถซื้อบัตรรวม คนไทย 60 บาท ต่างชาติ 180 บาท บัตรนี้สามารถเข้าชมได้ทั้งวัดและในส่วนขอพิพิธภัณฑ์ ต่างๆ ในจังหวัดอยุธยา ระยะเวลา 30 วัน

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา


อ่านต่อรายละเอียด วัดราชบูรณะ
---------------------------------------

อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา

อยุธยาเมืองหลวงเก่า สมัยพระเจ้าอู่ทอง ขึ้นชื่อเป็นมรดกโลก UNESCO

จังหวัดอยุธยา หรือ พระนครศรีอยุธยานั้น ตั้งอยู่ภาคกลางของประเทศไทย สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1893 สมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง หรือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เป็นเวลา 417 ปีที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี กษัตริย์ปกครอง 33 พระองค์ จาก 5 ราชวงค์

อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ที่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรี-อยุธยา ซึ่งตั้งอยู่ในเขตที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร 76 กิโลเมตร

ตัวเกาะเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางของกรุงศรีอยุธยาในอดีต ถูกล้อมรอบด้วยแม่น้ำสำคัญ 3 สายคือ แม่น้ำลพบุรีด้านทิศเหนือ แม่น้ำป่าสักด้านทิศตะวันออก และแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ ทำให้มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมต่อการเกษตรกรรมอันเป็นพื้นฐานของการตั้งถิ่นฐาน เป็นชุมทางคมนาคมที่เอื้อต่อการค้าทั้งภายในและภายนอก ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการค้าที่มีความสำคัญของภูมิภาคเอเชียและของโลก ในระหว่างพุทธ-ศตวรรษที่ 20-23

 

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา

 


อ่านต่อรายละเอียด อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา
---------------------------------------

วิมารพระมงคลบพิตร

จุดเด่น : พระมงคลบพิตร พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัยขนาดใหญ่ในวิหาร คาดว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น รายละเอียด : วิหารพระมงคลบพิตร ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์ ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปคุ้มขุนแผน วิหารพระมงคลบพิตรจะอยู่ถัดไปไม่ไกลนัก พระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปบุสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง 9.55 เมตร และสูง 12.45 เมตร นับเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่องค์หนึ่งในประเทศไทย ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นระหว่างปี พ.ศ. 1991–2145 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดเกล้าฯให้ย้ายจากทิศตะวันออกนอกพระราชวังมาไว้ทางด้านทิศตะวันตกที่ประดิษฐานอยู่ในปัจจุบันและโปรดเกล้าฯให้ก่อมณฑปสวมไว้ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือ เมื่อปี พ.ศ. 2249 อสุนีบาตตกลงมาต้องยอดมณฑปพระมงคลบพิตรเกิดไฟไหม้ทำให้ส่วนบนขององค์พระมงคลบพิตรเสียหายจึงโปรดเกล้าฯให้ซ่อมแซมใหม่ แปลงหลังคายอดมณฑปเป็นมหาวิหารและต่อพระเศียรพระมงคลบพิตรในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ (พ.ศ. 2285–2286) ในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 วิหารพระมงคลบพิตรถูกข้าศึกเผาเครื่องบนโทรมลงมาต้องพระเมาฬีและพระกรขวาของพระมงคลบพิตรหัก รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้การปฏิสังขรณ์ใหม่ สำหรับบริเวณข้างวิหารพระมงคลบพิตรทางด้านทิศตะวันออกแต่เดิมเป็นสนามหลวง ใช้เป็นที่สำหรับสร้างพระเมรุพระบรมศพของพระมหากษัตริย์และเจ้านายเช่นเดียวกับท้องสนามหลวงของกรุงเทพฯ เงื่อนไข : เที่ยวได้ทุกวันตลอดทั้งปี

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา


อ่านต่อรายละเอียด วิมารพระมงคลบพิตร
---------------------------------------

พิพิธภัณฑ์เรือไทย

พิพิธภัณฑ์เรือไทยเป็น พิพิธภัณฑ์เอกชนไม่เก็บค่าผ่านประตูเป็นบ้านทรงไทยสองชั้น ประวัติโดยสังเขป อาจารย์ไพฑูรย์ ขาวมาลา เป็นผู้ก่อตั้ง เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๗ ด้วยจิตวิญญาณที่ผูกพันกับสายน้ำและเรือมาตั้งแต่วัยเด็ก อีกทั้งยังได้เป็นอาจารย์ผู้สอน วิชาออกแบบ เขียนแบบ และการต่อเรือ มาตลอดชีวิตที่รับราชการ ณ โรงเรียนช่างต่อเรือ (ปัจจุบัน วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมต่อเรือ) ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๑ จนถึงเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ.๒๕๓๙ นอกจากนี้ ท่านยังได้เขียนหนังสือ “เรือไทย” ขึ้นหนึ่งชุด จำนวน ๔ เล่ม เพื่อการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับเรือไทยประเภทต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ที่จะให้พิพิธภัณฑ์เรือไทย เป็น“แหล่งเรียนรู้เรื่องเรือไทย” “The Center for Thai Boat Knowledge”อย่างแท้จริง ส่วนที่หนึ่ง อาคารเรือโบราณ จัดแสดงเรือโบราณ ซึ่งเคยใช้งานจริงในอดีต บางลำมีอายุกว่าร้อยปี เช่น เรือชะล่า ไม้สัก ยาว ๘.๕ เมตร เรือมาดประทุน เรือมาดเก๋ง ขุดจากไม้ตะเคียนทั้งต้น เรือหมู เรือพายม้า เรือขุดที่มีความอ่อนช้อย สวยงาม เรือบดเกล็ด ซึ่งเป็นเรือที่เป็นของรางวัลที่หนึ่งจากงานประจำปีของอยุธยาในอดีต เรือโปงตาล ซึ่งขุดมาจากต้นตาลทั้งต้นเช่นกัน ส่วนที่สอง อาคารทรงไทย ทำด้วยไม้สักทอง จัดแสดงเรือจำลองประเภทต่างๆ จากฝีมือของอาจารย์ไพฑูรย์ ได้แก่ เรือพระราชพิธีจำลอง เช่น เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณรัชกาลที่๙ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นต้น เรือสำเภาประเภทต่างๆ เรือเมล์ เรือยนต์ และเรือพื้นบ้านจำลองของไทยทุกประเภท ตลอดจนเครื่องมือที่ใช้ในการต่อเรือในอดีต เช่น ขวาน ผึ่ง สว่าน โฉเฉ เลื่อยลันดา เลื่อยช้อน ซึ่งมิได้ใช้ไฟฟ้า แต่อย่างใด ส่วนที่สาม บริเวณภายนอกอาคาร ซึ่งจัดแสดงเรือขนาดใหญ่ กลางแจ้ง เช่น เรือกระแชงต่อด้วยไม้สัก เป็นเรือซึ่งใช้บรรทุกข้าวเปลือก เรือเครื่องเทศ หรือเรือข้างกระดาน ซึ่งได้รับบริจาคมาจากครอบครัว “พุฒตาล” เป็นเรือซึ่งใช้ค้าขายเครื่องเทศ ของใช้ เครื่องครัวประเภทต่างๆ เคยใช้ขึ้นล่องไปค้าขายมากกว่า สิบจังหวัด เรือสุวรรณวิจิก( จำลอง) ขุดจากไม้ตะเคียนทั้งต้น ความยาวมากกว่า สิบสองเมตร ที่ใช้ในการถ่ายสารคดี “เสด็จประพาสต้น”ของพระพุทธเจ้าหลวง และเรือยนต์ “ไพฑูรย์รัตนาวา” ซึ่งออกแบบและต่อขึ้นเองโดยอาจารย์ไพฑูรย์ เมื่อสี่สิบปีก่อน สำหรับครอบครัว ขาวมาลา ใช้เดินทางจากบ้านเดิมที่ริมแม่น้ำลพบุรี มาสอนหนังสือในเกาะเมือง ที่โรงเรียนช่างต่อเรือ นอกจากนี้ ยังมี เรือสำปั้นขายกาแฟ สำปั้นขายก๋วยเตี๋ยว สำปั้นพายขายขนมไทย เรือเหล่านี้ได้รับการบูรณะ ซ่อมแซมให้คงอยู่ในสภาพเดิมเมื่อครั้งอดีต และพื้นที่สาธิตการทำเรือจำลอง ให้ผู้สนใจได้เยี่ยมชมอีกด้วย ข้อจำกัดของพิพิธภัณฑ์ เป็นของเอกชน ดังนั้นผู้สนใจเข้าชมกรุณาโทร. 035 241195 เพื่อติดต่อพิพิธภัณฑ์ก่อนเข้าชมทุกครั้ง ในการขอเข้าชมเป็นเป็นหมู่คณะ จะมีวิทยากรการนำชมบรรยาย ทั้งภาษาไทยและ/หรือภาษาอังกฤษแต่ขอความกรุณานัดหมายล่วงหน้าประมาณ ๕ วัน หรือติดต่อได้ที่ คุณกนก 081-8170567 ห้องน้ำมีจำนวนจำกัดเพียง 2 ห้อง ไม่เหมาะหากมีนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มใหญ่ หรือมากกว่า 60 คน ต่อรอบ ไม่เสียค่าเข้าชมแต่สามารถสนับสนุนตามแต่บริจาค ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปแบบเรือในห้องแสดง(ภายใน)

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา


อ่านต่อรายละเอียด พิพิธภัณฑ์เรือไทย
---------------------------------------

พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริก ยุ้นพันธ์

สถานที่ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบและรักของเล่น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีของเล่นมากมายและมีอายุเก่าแก่ไม่สามารถหาชมได้จากที่ไหน มีเรื่องราวดี ๆ และรวบรวมไว้ให้สำหรับผู้ที่สนใจ และผู้ที่ไม่เคยได้สัมผัสกับของเล่นเหล่านี้มาก่อนได้ชื่นชม พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นมีการรวบรวมของเล่นและสะสมของเล่นไว้นับย้อนไปเป็นร้อยปีเลยทีเดียว ทั้งของเล่นสังกะสีดั่งเดิมสมัยก่อนที่ปัจจุบันได้มีการนำมาเลียนแบบให้ดูเหมือนของเล่นสังกะสีให้เด็กสมัยใหม่ได้สะสมกัน แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะเทียบกับคุณค่าของเล่นสังกะสีในสมัยก่อนได้ ข้อมูลและรูปภาพจาก milliontoymuseum.com           เวลาทำการ: 9.00 16.00 น.หยุดทุกวันจันทร์ยกเว้นวันจันทร์ที่เป็นวันนักขัตฤกษ์และวันหยุดราชการพิพิธภัณฑ์เปิดทำการปกติ ค่าเข้าชม:ผู้ใหญ่50 บาท /เด็ก​​20 บาท วิธีเดินทาง:เมื่อมาถึงอยุธยาแล้วให้ถามทางมาแยก โรงเรียนประตูชัยแล้วจะเจอพิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น โทรศัพท์ 035 328 949 ถึง 50 มือถือ 081 890 5782 , 086 334 4581 โทรสาร 035 328 951

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา


อ่านต่อรายละเอียด พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริก ยุ้นพันธ์
---------------------------------------

ภูเขาทองอยุธยา

เจดีย์ภูเขาทอง เป็นมหาเจดีย์สำคัญตั้งอยู่นอกเกาะกรุงศรีอยุธยา พงศาวดาร อยุธยากล่าวว่า วัดภูเขาทอง นั้น สถาปนาในรัชสมัยพระราเมศวร หรือสมัยต้นอยุธยา เจดีย์ภูเขาทอง ที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบันนี้น่าจะได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ให้เป็นมหาเจดีย์สูงเด่นในระหว่างรัชสมัยพระมหาธรรมราชาถึงสมัยพระเพทราชา (ระหว่าง พ.ศ. 2112-2246) และมีการบูรณปฏิสังขรณ์ใหญ่อีกครั้งในสมัยพระเจ้าบรมโกศ หรืออยุธยาตอนปลาย นั่นคือ มีฐานทักษิณ 4 ชั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทั้ง 4 ด้านมีบันไดขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุด บนชั้นนี้มีฐานสี่เหลี่ยมขององค์เจดีย์ที่มีอุโมงค์รูปโค้งเข้าไปข้างใน ซึ่งมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ 1 องค์ สูงขึ้นไปเป็นฐาน 8 เหลี่ยม         องค์ระฆัง บัลลังก์ ส่วนเหนือขึ้นไปที่เป็นปล้องไฉน ปลียอด และลูกแก้วนั้น ของเดิมได้พังไปแล้วตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งได้มีการซ่อมแซมขึ้นใหม่ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อปี พ.ศ.2499 ในครั้งนั้น ได้ทำลูกแก้วด้วยทองคำหนัก 2,500 กรัม อันหมายถึง การบูรณะในวาระฉลอง 25 พุทธศตวรรษของไทยนั่นเอง         เป็นยุทภูมิระหว่างกองทับอโยธยาและพม่าทั้ง 2 ยุคสมัยของการเสียกรุง หลังการสูญเสียกรุงครั้งที่ 2 วัดนี้เป็นวัดร้างเรื่อยมา แต่พระมหาเจดีย์ก็ยังเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาที่มีคนเดินทางมากราบไหว้ ดังเช่นที่ปรากฎเป็น นิราศภูเขาทอง ของ สุนทรภู่ ที่เดินทางมานมัสการในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วัดนี้มีพระมาจำพรรษาอีกครั้งนับแต่ปี พ.ศ. 2500 และในปัจจุบันนั้น บนกลางถนนของทางเข้ามายังวัดแห่งนี้ ได้สร้างอนุสาวรีย์พระนเรศวรทรงม้าศึกไว้ด้วย ตั้งอยู่บนโคกซึ่งพื้นที่โดยรอบมีน้ำท่วมถึง

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา


อ่านต่อรายละเอียด ภูเขาทองอยุธยา
---------------------------------------

ศาลหลักเมือง

เมื่อพูดถึงศาลหลักเมืองของอยุธยานั้น มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนศาลหลักเมืองที่อื่นอยู่ 2  หลักด้วยกัน คือเสาหลักแรกสร้างขึ้นเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ร.1) โปรดเกล้าให้ทำพิธียกเสาหลักเมืองสถาปนาพระนครใหม่ เมื่อวันอาทิตย์ วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 เวลา 6.45 นาฬิกา ซึ่งใช้ไม้ชัยพฤกษ์ทำเป็นเสาหลักเมือง โดยประกอบด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ที่มี สูง 27 ซม. และกำหนดให้ความสูงของเสาหลักเมืองอยู่พ้นดิน 10 นิ้ว ฝังลงในดินลึก 79 นิ้ว มีเม็ดยอดรูปบัวตูม สวมลงบนเสาหลัก ลงรักปิดทอง ล้วงภายในไว้เป็นช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง เรียกได้ว่าเสาหลักเมืองนี้เป็นสิ่งก่อสร้างอันศักดิ์สิทธิ์แรกๆ ที่อยู่คู่กับพระนคร

ความเชื่อในสมัยก่อนนั้น นิยมสร้างศาลหลักเมืองขึ้นเพื่อจุดประสงค์คือ เป็นที่รวมตัวประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อเป็นมิ่งขวัญ นิมิตมงคลแก่ประชาชน และเป็นสัญลักษณ์และเป็นจุด หลักบ้านหลักเมือง บ้านเมืองนั้นย่อมร่มเย็นเป็นสุข หลักเมืองต้องฝังไว้ในย่านกลางเมือง หรือในทำเลที่เป็น ชัยภูมิ ตามทิศทางของเมือง และในสมัยโบราณนั้นเมืองเอกหรือเมืองชั้นราชธานี ย่อมมีฝังหลักเมืองไว้เป็นนิมิตมงคลสำหรับเมืองทุกเมือง จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา ประธานชมรมสยามทัศน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ได้พูดถึงการสร้างเสาหลักเมืองว่า คนสมัยก่อนจะถือเรื่องขวัญ ถือเรื่องของสิ่งที่จะเป็นหลักที่มั่นคง แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา 


อ่านต่อรายละเอียด ศาลหลักเมือง
---------------------------------------

เพนียดคล้องช้าง

เพนียดคล้องช้าง เป็นกิจกรรมยอดฮิตสำหรับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติโดยการนั่งช้างชมความงดงามของรอบ ๆ เมืองอยุธยา นับว่าเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจและเหมาะสำหรับคนทุกวัย ในสมัยก่อนนั้นช้างเป็นพาหนะที่สูงส่ง ใช้ทั้งในการรบและการใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ  ยิ่งถ้าเป็นช้างเผือก สิ่งมงคลคู่บารมีของกษัตริย พระองค์ก็จะทรงโปรดเกล้าฯให้นำมาเลี้ยง และประดับยศศักดิ์ให้ด้วยพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา จะเสด็จมาทอดพระเนตรการคล้องช้างด้วยเสมอ เพราะนอกจากจะเป็นขั้นตอนในการคัดเลือกช้างแล้ว ยังเป็นมหรสพชนิด หนึ่งอีกด้วย ที่ตั้งวังช้างอยุธยา แล เพนียด ริมถนนป่าโทน ข้างคุ้มขุนแผน โดยได้รับการสนับสนุบ จากกรมศิลปากร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เดิมได้ตั้งชื่อว่า ปางช้างอยุธยา แล เพนียด และได้เปลี่ยนชื่อ ใหม่เป็น วังช้างอยุธยา แล เพนียด เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของและสถานที่ ที่อยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และเป็นพื้นที่มรดกโลก คำว่า แล หมายถึง แลมอง แลเห็น แลดู เป็นคำโบราณ เพนียด หมายถึง โบราณสถานเป็นที่จับช้างโบราณ ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ความหมายรวม คือ เป็นสถานที่ทำงานของช้าง และดูแลเพนียดคล้องช้าง ภาพของวังช้างอยุธยา แล เพนียด ขนาดพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ ทิศเหนือติดกับบึงน้ำโบราณข้างคุ้มขุนแผน ทิศใต้ติดริมถนนป่าโทน ตั้งใกล้กับศาลหลักเมือง       ด้านทิศตะวันออกติดกับสระน้ำวัดเกษ ทิศตะวันตกติดกับโครงการตลาดน้ำเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา สิ่งก่อสร้างของวังช้างอยุธยา แล เพนียด ลานพักช้างใหญ่ เป็นลานโล่งมีคานเหล็กกั้นสูง 150 เซนติเมตรขนาดเหล็กที่เป็นเสาเหล็กกลม 8 นิ้วมีตะแกรงเหล็ก เพื่อป้องกันช้างนำอาหารฟาดที่ตะแกรงแล้วไม่เสียหาย ที่กั้นช้างด้านหน้ายาว 10 เมตร ป้องกันนักท่องเที่ยวเข้าใกล้ชิดช้างเพื่อให้อาหารช้างในระยะแค่ปลายงวงจะกั้นเฉพาะด้านหน้าที่นักท่องเที่ยวให้อาหารช้างและ บันทึกภาพเท่านั้น คอกกันชั้นในและชั้นนอกห่างกัน 150 เซนติเมตร หลังคากันแสงทำด้วยการขึงแสลนสีดำ ป้องกันแสงแดด ด้านริมถนนเป็นรั้วลวดหนาม ด้านในจะเป็นลานโล่ง ใช้เชือกกั้นมิให้บุคคลภายนอกเข้าไปเป็นบริเวณที่ช้างพักอาศัย เพื่อป้องกันอันตราย

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา

เพนียดคล้องช้างเพนียดคล้องช้างเพนียดคล้องช้าง


อ่านต่อรายละเอียด เพนียดคล้องช้าง
---------------------------------------

พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอู่ทอง

พระบรมราชานุเสาวรีย์พระเจ้าอู่ทอง นั้นตั้งอยู่ใกล้กลับบริเวณของวัดพระศรีสรรเพชญ์ และวัดพระรามหรือบึงพระราม สร้างจำลองเท่ากับครึ่งตัวคนทั่วไปในลักษณะการประทับยืน  พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ พระเกล้าเกศา

พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอู่ทอง หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์และรมด้วยน้ำยาสีเขียว  ฉลองพระองค์แบบพระมหากษัตริย์สมัย กรุงศรีอยุธยาตอนต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2513

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา

 


อ่านต่อรายละเอียด พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอู่ทอง
---------------------------------------

วัดสมณโกฎฐาราม

วัดสมณโกฏฐาราม สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น และปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยอยุธยาตอนปลายโดยเจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) และเจ้าพระยาโกษา (ปาน) อาจเป็นในช่วงสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในจดหมายเหตุของแกมเฟอร์ แพทย์ชาวเยอรมันที่ทำงานในบริษัทอีสต์อินเดียของฮอลันดาเดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2233 ในรัชกาลสมเด็จพระเวัดสมณโกฎฐาราม ปัจจุบันเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่โดยสร้างเสนาสนะอยู่ทางทิศใต้ของโบราณสถาน ไม่ปรากฏหลักฐานเอกสารเกี่ยวกับประวัติการสร้างวัดนี้ ในจดหมายเหตุแกมเฟอร์ ระบุว่าได้รับการบูรณะโดยเจ้าพระยาโกษาเหล็ก

ในสมัยสมเด็จพระนาราญณ์ฯ โดยเรียกชื่อว่า "วัดพระยาพระคลัง" และระบุว่าสมเด็จพระเพทราชาเสด็จไปพระราชทานเพลิงศพเจ้าแม่พระดุสิตซึ่งเป็นมารดาของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) และเจ้าพระยาโกษาธิบดีร (ปาน) ซึ่งเป็นพระนมของสมเด็จพระนารายณ์ฯ เมื่อปีพ.ศ. 2233 ที่วัสมณโกฏฐาราม นี้ด้วย จึงพอสันนิษฐานได้ว่าวัดนี้น่าจะเป็นวัดที่เจ้าพระยาโกษาธิบดีทั้งสองท่านปฏิสังขรณ์เพื่อให้เป็นวัดประจำตะกูล ภายในวัดที่ประกอบด้วยฐานปรางค์ขนาดใหญ่ล้อมด้วยระเบียงคดรูปสี่เหลี่ยม จากการขุดแต่งพบว่าปรางค์ดังกล่าวเป็นปรางค์ที่สร้างขึ้นในราวปลายสมัยอยุธยาตอนกลาง ซึ่งสร้างขอบทับเจดีย์ทรงระฆังกลมที่ตั้งอยู่บนลานประทักษิณที่ต่อเชื่อมกับเจดีย์ประจำมุมทั้งสี่และมีกำแพงแก้วล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง อันเป็นงานที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นไว้

ถัดออกมาทางด้านทิศตะวันออกนอกระเบียงคดมีวิหารขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับการบูรณะเพิ่มเติมอีกครั้งในสมัยอยุธยาตอนปลาย เช่นเดียวกับพระอุโบสถซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของวัดในแนวเดียวกันพทราชา ได้บันทึกไว้ว่าห่างจากตัวเมืองไปทางตะวันออกมีวัดที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งเรียกว่า "วัดพระยาคลัง" แผนผังที่นายแกมเฟอร์เขียนประกอบไว้ปรากฏว่าเป็นวัดสมณโกฏฐารามและวัดกุฎีดาว และยังระบุว่าสมเด็จพระเพทราชาได้เสด็จไปที่วัดนี้เพื่อราชทานเพลิงศพเจ้าแม่ดุสิตซึ่งเป็นมารดาของเจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) และเจ้าพระยาโกษา (ปาน) และยังเป็นพระแม่นมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อ พ.ศ. 2233 นอกจากนี้ยังมี เจดีย์ระฆังขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ระหว่างพระปรางค์และพระอุโบสถ สันนิษฐานว่าน่าจะมีมาแต่แรกเริ่มการสร้างวัดตามลักษณะของเจดีย์และลวดลายที่ประดับอยู่บนบัลลังก์ ซึ่งโบราณสถานเหล่านี้ได้สร้างทับรากฐานอาคารเดิมอันเป็นงานที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา

วัดสมณโกฎฐารามความเป็นมาของวัดสมณโกศตำหนักสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชวัดสมณโกฎฐาราม


อ่านต่อรายละเอียด วัดสมณโกฎฐาราม
---------------------------------------

วัดป้อมรามัญ

วัดป้อมรามัญ ต.สวนพริก อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวมอญที่เข้ามาตั้งค่าย ตั้งแต่ค่ายโพธิ์สามต้น เรื่อยมาก่อนถึงเพนียดคล้องช้างหลวง ซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชน ซึ่งมีอาชีพดั้งเดิมคือปั้นอิฐ ปั้นหม้อ กระเบื้องหลังคม ตลอดริมสองฝั่งคลองเป็นสมรภูมิรบ และเส้นทางยุทธศาสตร์ในการเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ข้าศึกชาวพม่า ชาวมอญที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ ซึ่งมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร บูรพมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ด้วยความจงรักภักดี และร่วมรบมาตลอด อีกอาชีพหนึ่งของชาวมอญที่อาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาในอดีต คือเลี้ยงช้าง ซึ่งไม่ไกลจากที่ตั้งกรมพระคชบาล เพนียดคล้องช้าง ในปัจจุบันสิ่งที่น่าสนใจภายในวัด

ปัจจุบันวัดป้อมรามัญ ได้รับการบูรณะปฎิสังขรณ์ เสนาสนะสถานใหม่ ได้รับการบำรุงพระพุทธศาสนาจากพระอาจารย์แดง เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ทั้งวิหาร มณฑป และการบูรณะพระอุโบสถ ซึ่งในวิหารมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อเป็นศูนย์กลางของชาวมอญ ที่ติดตามพระองค์มากับคณะของพระนเรศวรฯ กับคณะของท่านพระมหาเถรคันฉ่อง พระอาจารย์องค์พระนเรศวรในครั้งกระนั้น ชูชกมหาเศรษฐีมีสมบัติ ของแท้ใต้ฐานต้องมียันต์เฉพาะ ของพระอาจารย์แดง บูชา 199 บาท ตะกรุดหยาดเพชร ดอกใหญ่บูชา 299 บาท ดอกกลางบูชา 199 บาท ดอกเล็กบูชา 199 บาท เศียรฤาษีหน้าเสือ หลังชูชกขาว และชูชกดำ เนื้อโลหะชุบเงิน บูชาองค์ละ 499 บาท

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา

 
อ่านต่อรายละเอียด วัดป้อมรามัญ
---------------------------------------

พระราชวังหลวง

บริเวณพระราชวังหลวงมีพระที่นั่งสำคัญดังนี้

 พระที่นั่งวิหารสมเด็จ

ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุด เป็นปราสาทยอดปรางค์มีมุกหน้าหลังยาวแต่มุขข้างสั้น มีกำแพงแก้วล้อม 2 ด้าน ตามพงศาวดารกล่าวว่าสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โปรดให้สร้าง เมื่อ พ.ศ. 2186 เพื่อแทนพระที่นั่งมังคลาภิเษกที่ถูกฟ้าผ่าไฟไหม้ ชาวบ้านเรียก "ปราสาททอง" เนื่องจาก เป็นปราสาทปิดทององค์แรกที่สร้างขึ้น สำหรับประกอบพระราชพิธีต่างๆ

----------------------------------------------

 พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์

เป็นปราสาทจตุรมุขก่อด้วยศิลาแลง อยู่ติดกำแพงริมน้ำ เดิมชื่อ พระที่นั่งสุริยามรินทร์ ต่อมาเปลี่ยนเป็นชื่อนี้เพื่อให้คล้องกับชื่อ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ก่อสร้างเป็น ปราสาทจตุรมุขยกพื้นสูงกว่าพระที่นั่งองค์อื่นๆ ใช้เป็นที่สำหรับประทับทอดพระเนตรขบวนแห่ทางน้ำ

----------------------------------------------

 พระที่นั่งตรีมุข

อยู่ข้างหลังพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ไม่ปรากฏปีที่สร้าง เข้าใจว่าเดิมเป็น พระที่นั่งฝ่ายใน และเป็นที่ประทับในอุทยาน

----------------------------------------------

 พระที่นั่งทรงปืน

อยู่ริมสระด้านตะวันตก ใกล้พระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์ สร้างเป็นรูปยาวรี น่าจะใช้เป็นที่ฝึกซ้อมเพลงอาวุธ และในสมัยสมเด็จพระเพทราชาทรงใช้เป็นที่เสด็จออกขุนนาง

----------------------------------------------

 พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท

เป็นปราสาทยอดปรางค์ตั้งอยู่ตรงกลางสร้างแบบเดียวกันกับ พระที่นั่งวิหารสมเด็จ มีมุขเด็จยื่นออกมา เพื่อเสด็จออกรับแขกเมือง มีโรงช้างเผือกกระหนาบอยู่ทั้งสองข้าง

----------------------------------------------

 พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์

สมเด็จพระเจ้าปราสาททองสร้างเมื่อ พ.ศ. 2175 พระราชทานนามว่า "พระที่นั่งสิริยโสธรมหาพิมานบรรยงก์" คล้ายปราสาทที่นครธม ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็น "พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์" ลักษณะเป็นปราสาทตรีมุข ตั้งอยู่บนกำแพงชั้นในหน้าพระราชวัง เป็นที่สำหรับทอดพระเนตรกระบวนแห่และฝึกซ้อมทหาร เหมือนพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ที่พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

----------------------------------------------

 พระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์ (พระที่นั่งท้ายสระ)

เป็นปราสาทจตุรมุข ตั้งอยู่บนเกาะกลางสระน้ำ สมเด็จพระเพทราชา โปรดให้สร้างขึ้นเป็นที่ประทับสำราญพระราชหฤทัย เมื่อ พ.ศ. 2231 และได้เสด็จประทับตลอดรัชกาล มีพระแท่นสำหรับทอดพระเนตรปลาที่ทรงเลี้ยงไว้ในสระนั้นด้วย

 

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา


อ่านต่อรายละเอียด พระราชวังหลวง
---------------------------------------

วัดอโยธยา

วัดอโยธยา (วัดเดิม) ตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของเขตการอนุรักษ์เมืองเก่าอโยธยา ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2486 โดยประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา ปัจจุบันยังคงสภาพเป็นโบราณสถานอยู่ และมีทั้งที่บูรณะขึ้นใหม่

ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภายในวัดอโยธยาวัดอโยธยาบรรยากาศภายในวัดอโยธยาเจดีย์วัดอโยธยา


อ่านต่อรายละเอียด วัดอโยธยา
---------------------------------------

วัดกุฎีดาว

วัดกุฎีดาว ประวัติการสร้างวัดไม่ปรากฏ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2254 - 2256 ประกอบด้วย วิหารขนาดใหญ่ มีลักษณะความงามแบบอยุธยาตอนปลาย คือ มีฐานอาคารแอ่นกลาง และเจดีย์ทรงกลมเสาขนานวัดกุฎีดาว เป็นวัดขนาดใหญ่ลักษณะการสร้างและรูปแบบศิลปะคล้ายกับวัดหลวงที่สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ถึงอยุธยาตอนกลาง โดยเฉพาะบัวหัวเสาที่เป็นบัวกลุ่มใช้ดินเผารูปกลีบบัวขนาดเล็ก เป็นหุ่นอยู่ภายในคล้ายกับที่พบในวิหารหลวงของวัดพระศรีสรรเพชญ์ซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ.2042

วัดกุฎีดาว สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชวิหารขนาดใหญ่ มีลักษณะความงามแบบอยุธยาตอนปลายวัดกุฎีดาววัดกุฎีดาววัดกุฎีดาววัดกุฎีดาว


อ่านต่อรายละเอียด วัดกุฎีดาว
---------------------------------------

ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา

ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ภายในศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา จัดแสดงพัฒนาการของกรุงศรีอยุธยานับแต่อดีตกระทั่งปัจจุบัน โดยสรุปให้เห็นสถานะสำคัญของอยุธยาด้านต่างๆ นำเสนอด้วยรูปแบบที่ทันสมัย ให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน หากนักท่องเที่ยวมีโอกาสไปเที่ยวที่นี่แล้ว จะเที่ยวอยุธยาได้อย่างเข้าใจมากยิ่งขึ้น


อ่านต่อรายละเอียด ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา
---------------------------------------

วัดแม่นางปลื้ม

วัดแม่นางปลื้ม   เป็นวัดขนาดใหญ่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากนัก ภายในวัดจะมีโบสถ์และวิหารตั้งตระหง่านอยู่คู่กัน ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมที่น่าชม มีเจดีย์สิงห์ล้อมที่สวยงามตั้งอยู่ด้านหลังวิหาร นักท่องเที่ยวนิยมชมศิลปะตามวัดไม่ควรพลาด


อ่านต่อรายละเอียด วัดแม่นางปลื้ม
---------------------------------------

ป้อมเพชร อยุธยา

ป้อมเพชร  เป็นป้อมที่สร้างขึ้นมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ เป็นบริเวณที่แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสักไหลมาบรรจบกัน หากยืนอยู่ที่ป้อม หันหน้าออกแม่น้ำ มองไปที่ฝั่งตรงข้ามกับป้อมทางด้านขวาก็คือวัดบางกะจะ ด้านซ้ายจะเห็นวัดพนันเชิง  ในอดีตบริเวณนี้เป็นย่านเศรษฐกิจการค้าและเป็นที่อยู่ของชาวจีนคล้ายกับย่านเยาวราชในกรุงเทพฯ นักประดาน้ำที่งมหาสมบัติมักงมได้ของมีค่าจากบริเวณนี้ เช่นถ้วยชาม หางเสือเรือขนาดใหญ่ เงินเหรียญ  ฯลฯ


อ่านต่อรายละเอียด ป้อมเพชร อยุธยา
---------------------------------------

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

หัวหิน  เกาะเสม็ด   เกาะช้าง  เกาะเต่า  พัทยา  ภูเรือ  เขาใหญ่  เขาค้อ  ดอยอินทนนท์  สวนผึ้ง

บริษัท ไทยทัวร์ อินโฟ จำกัดด
Email: info@thai-tour.com All rights reserved by Thai-Tour.Com with TAT License 11/04452
เกี่ยวกับเรา | นโยบายความเป็นส่วนตัว | การใช้เวปไซต์ | โฆษณา