สถานที่ท่องเที่ยว
เกาะเสม็ด เกาะช้าง พัทยา ปาย เขาค้อ ที่พักหัวหิน   
แพร่ Prae English Version, Please Click Here !!

แพร่

>

ที่พักแพร่

>

แผนที่แพร่

>

ร้านอาหารแพร่

>

การเดินทางแพร่

>

ประวัติแพร่


อำเภอเมืองแพร่, จ. แพร่
 


บ้านประทับใจ

ตั้งอยู่เลขที่ 59 หมู่ 13 ตำบลป่าแมต ไปตามทางหลวงหมายเลข 1023 (แพร่ - ลอง) สร้างสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2519 เป็นบ้านไม้สักทั้งหลัง โดยใช้ไม้สักท่อนขนาดใหญ่ ตั้งเป็นเสาบ้านรวม 130 ต้น แต่ละเสามีอายุประมาณ 300 ปี แกะสลักอย่างประณีตวิจิตรบรรจง ตัวบ้านเป็นแบบทรงไทยประยุกต์ มีเนื้อที่ถึง 1 ไร่เศษ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 - 17.00 น. อัตราค่าเข้าชม คนไทย 15 บาท ชาวต่างประเทศ 20 บาท นอกจากนี้ผู้เข้าชมสามารถติดต่อล่วงหน้าได้ที่ โทร. (054) 511008, 511282

 


อ่านต่อรายละเอียด บ้านประทับใจ
---------------------------------------

วัดจอมสวรรค์

ตั้งอยู่บนถนนยันตรกิจโกศล ตำบลทุ่งกวาว ห่างจากศาลากลางจังหวัด 1 กิโลเมตร เป็นวัดไทยใหญ่ สร้างแบบสถาปัตยกรรมพม่า หลังคาซ้อนลดหลั่นเป็นชั้นประดับประดาลวดลายฉลุ อารามเป็นไม้สัก ใช้เป็นทั้งโบสถ์ วิหาร และกุฏิ ภายในอารามแสดงให้เห็นฝีมือการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง เพดาน และเสาฉลุไม้ประดับกระจกสีงดงาม โบราณวัตถุภายในวัด ได้แก่ หลวงพ่อสาน เป็นพระพุทธรูปที่สร้างโดยใช้ไม้ไผ่สานเป็นองค์ลงรักปิดทอง พระพุทธรูปงาช้าง ซึ่งเป็นศิลปะแบบพม่า คัมภีร์งาช้าง หรือคัมภีร์ปาติโมกข์ โดยนำงาช้างมาบดแล้วอัดเป็นแผ่นบาง ๆ เขียนลงรักแดง จารึกเป็นอักษรพม่า และยังมี บุษบก ลวดลายวิจิตรงดงามประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อน

 


อ่านต่อรายละเอียด วัดจอมสวรรค์
---------------------------------------

วนอุทยานแพะเมืองผี

ตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำชำ ใช้เส้นทางหลวงสายแพร่ - น่าน ทางหลวงหมายเลข 101 ไปประมาณ 12 กิโลเมตร แล้วแยกขวาเข้าไปอีก 6 กิโลเมตร แพะเมืองผีอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ เกิดจากสภาพภูมิประเทศซึ่งเป็นดิน และหินทรายถูกกัดเซาะตามธรรมชาติเป็นรูปร่างลักษณะต่างๆ เช่น ดอกเห็ด หน้าผา ดูแล้วแปลกตา ชื่อ แพะเมืองผี น่าจะมาจากภาษาพื้นเมืองแพะ แปลว่า ป่าละเมาะ ส่วนคำว่า เมืองผี แปลว่า เงียบเหงา วังเวงอาจเกิดจากสภาพภูมิประเทศที่ดูเร้นลับน่ากลัว สถานที่แห่งนี้ประกาศเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2524

 


อ่านต่อรายละเอียด วนอุทยานแพะเมืองผี
---------------------------------------

วัดหลวง

 

ตั้งอยู่ที่ถนนคำลือ ซอย 1 ตำบลในเวียง เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างเมืองแพร่ วัดนี้ได้รับการบูรณะซ่อมแซมหลายยุคหลายสมัย

 

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดได้แก่

 

   วิหารหลวงพลนคร วิหารเก่าแก่สร้างพร้อมกับการสร้างเมืองแพร่ ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ คือพระเจ้าแสนหลวง สร้างโดยเจ้าเมืององค์หนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2057

     พระธาตุหลวงไชยช้างค้ำพระเจดีย์ศิลปะเชียงแสน ประดิษฐานพระธาตุที่นำมาจากเมืองหงสาวดี

     พิพิธภัณฑ์เมืองแพร่ เป็นสถานที่รวบรวมพระพุทธรูปเก่าแก่หลายองค์ที่มีอายุเกือบ 500 ปี และโบราณวัตถุต่าง ๆ ของเมืองแพร่ นอกจากนี้ยังมี คุ้มพระลอ ซึ่งเป็นการจัดแสดงตัวอย่างบ้านแบบล้านนาโบราณ

     หอวัฒนธรรม จังหวัดแพร่ เป็นที่เก็บรวบรวมศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านมากมาย

 

 


อ่านต่อรายละเอียด วัดหลวง
---------------------------------------

วัดสระบ่อแก้ว

ตั้งอยู่บนถนนน้ำคือ ริมคูเมือง สร้างขึ้นสมัยเดียวกับวัดจอมสวรรค์ เดิมชื่อ วัดจองกลาง เป็นวัดศิลปะแบบพม่าที่สวยงามแปลกตา ทั้งศาลาการเปรียญ โบสถ์ และเจดีย์ มีพระพุทธรูปหินอ่อนทรงเครื่องแบบพม่า สร้างอย่างสวยงามวิจิตรพิสดารมาก วัดแห่งนี้ยังเป็นที่จำพรรษาของพระสงฆ์พม่าที่เดินทางเข้ามาศึกษาพระธรรมวินัยในประเทศไทย

 


อ่านต่อรายละเอียด วัดสระบ่อแก้ว
---------------------------------------

วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร

ตั้งอยู่ริมถนนเจริญเมือง ใกล้ศาลากลางจังหวัดแพร่ สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2498 โดยรวมวัดโบราณ 2 แห่งเข้าด้วยกัน คือ วัดพระบาท และวัดมิ่งเมือง ปัจจุบันวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนีพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัด และมี พระเจดีย์มิ่งเมืองซึ่งเป็นเจดีย์เก่าแก่มีรอยพระพุทธบาทจำลองอยู่ภายใน และเป็นที่ตั้งของมูลนิธิยาขอบอนุสรณ์เพื่อระลึกถึง ยาขอบหรือนายโชติ แพร่พันธุ์ นักเขียนผู้ล่วงลับไปแล้วซึ่งเป็นทายาทเจ้าเมืองแพร่คนสุดท้าย


อ่านต่อรายละเอียด วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร
---------------------------------------

ศาลหลักเมืองแพร่

เป็นหลักใหม่สร้างตามนโยบายมหาดไทย ปี 2535 ตั้งอยู่คู่กับหลักศิลาจารึกเก่าที่กล่าวถึงการสร้างวัดศรีบุญเริง สมัยรามคำแหงมหาราช ซึ่งในปัจจุบันวัดนี้ไม่มีแล้วกลายเป็นที่ตั้งเรือนจำจังหวัด อักษรบนจารึกเป็นภาษาไทยอาหม ศาลหลักเมืองแพร่เป็นหลักเมืองที่ สร้างขึ้นใหม่ ตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย เมื่อปี 2535 ตั้งอยู่คู่กับหลักศิลาจารึกเก่าที่กล่าวถึงการสร้างวัดศรีบุญเริง สมัยรามคำแหงมหาราช ซึ่งในปัจจุบันวัดนี้ไม่มีแล้วกลายเป็นที่ตั้งเรือนจำจังหวัด  อักษรบนจารึกเป็นภาษาไทยอาหม ศาลหลักเมืองแพร่ เป็นสถานที่เคารพศักดิ์สิทธิ์ของคนจังหวัดแพร่ และคนต่างจังหวัดที่มาอาศัย หรือทำงานที่จังหวัดแพร่    แต่เดิมชาวบ้านเรียกว่า สะดือเมือง ตั้งอยู่ถนนคุ้มเดิม เยื้องจวนผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นศาลหลักเมืองที่สวยงาม สร้างด้วยศิลปะแบบล้านนาลงรักปิดทอง ประกอบด้วยเสาไม้สักขนาดใหญ่ฝังในผนังปูนอย่างกลมกลืนทั้งสี่มุม  ศาลหลักเมืองแพร่  เมื่อปีพ.ศ.1387ขุนหลวงพล เป็นเจ้าหลวงผู้ครองเมืองแพร่ซึ่งมีชื่อว่าเมืองพล หรือ พลรัฐนคร เป็นชื่อดั้งเดิมของเมืองแพร่ ในสมัยที่ก่อสร้างเมืองขึ้นคร้งแรก บางครั้งเรียกว่า พลนคร ชื่อพลนครปัจจุบันมีปรากฎเป็นชื่อ วิหารในวัดหลวง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ ซึ่งวัดหลวงเป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างมาพร้อมกับการสร้างเมืองแพร่ เป็นวัดที่เจ้าเมืองแพร่ให้ความอุปถัมภ์มาโดยตลอดจนหมดยุคเจ้าเมืองตำนาน เมืองเหนือฉบับใบลาน ต่อมา พ.ศ.1559 พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนเรียกเมืองแพร่ว่า เมืองโกศัย หรือ โกสิยนคร เมืองแพล เป็นชื่อเรียกในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งกรุงสุโขทัยโดยศิลาจารึก ด้านที่ 4 ระบุว่าในสมัยพ่อขุนรามคำแหงฯ ได้มีการขยายอาณาเขตให้กว้างยิ่งขึ้น ในตำนานเมืองเหนือเรียกเมืองแพร่ว่า เมืองพล ขณะที่ศิลาจารึกเรียก เมืองแพล แต่เมื่อพิจารณาสภาพทางภูมิศาสตร์สามารถกล่าวได้ว่า เมืองพลกับเมืองแพลเป็นเมืองเดียวกันเมืองแพร่ เป็นชื่อที่คนไทยในอาณาจักรสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา ใช้เรียก เมืองแพลโดยกลายเสียงเป็นแพรหรือเมืองแป้ หมายถึงเมืองแห่งชัยชนะ (แป้ คือ ชนะ) แล้วก็มาเป็น แพร่ ตามภาษาของภาคกลาง      ยอดหลังคาเป็นรูปทรงเจดีย์พลิ้วงามด้วยใบโพธิ์ ต่อมาได้รับพระราชทานเสาหลักเมืองแพร่เป็นเสาไม้ยมหินขนาดเขื่องจากองค์พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้อัญเชิญมาประดิษฐานในศาลหลักเมืองแพร่หลังใหม่วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2537 ส่วนศิลาจารึกที่ใช้เป็นศาลหลักเมืองแพร่เดิม ตั้งไว้ด้านหลังของเสาหลักเมือง  นอกจากที่นี่ จะเป็นที่ตั้งศาลหลักเมืองแพร่ แล้วยังเป็นที่ตั้ง จารึกศาลหลักเมือง    จารึกศาลหลักเมืองแพร่ วัสดุที่ใช้ทำ แผ่นหิน ตัวอักษร ภาษาเมือง หรืออักษรลานนา เนื้อหา เป็นเรื่องราวการสร้างวัดศรีบุญเรือง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ที่มา มีคนพบทิ้งไว้และเห็นว่าเป็นแผ่นหินที่มีความศักดิ์สิทธิ์


อ่านต่อรายละเอียด ศาลหลักเมืองแพร่
---------------------------------------

วัดพระธาตุช่อแฮ

 

อยู่ที่ตำบลช่อแฮ ห่างจากตัวเมืองแพร่ไปตามถนนช่อแฮ ประมาณ 9 กิโลเมตร (เส้นทางหลวงหมายเลข 1022) เป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ ตามตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1879 - 1881 ในสมัยพระมหาธรรมราชาธิราช (ลิไท) โดยขุนลัวะอ้ายก๊อม พระธาตุช่อแฮเป็นเจดีย์ที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุพระศอกซ้ายของพระพุทธเจ้า เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสอง ศิลปะเชียงแสน สูง 33 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 11 เมตร สร้างด้วยอิฐโบกปูนหุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองลงรักปิดทอง

 

     สำหรับชื่อพระธาตุช่อแฮนั้น บ้างว่าได้มาจากชื่อผ้าแพรชั้นดีซึ่งทอจากสิบสองปันนา และชาวบ้านนำมาผูกบูชาพระธาตุ บ้างก็ว่ามาจากผ้าแพรที่ขุนลัวะอ้ายก๊อมนำมาถวาย ทุกปีจะมีงานนมัสการพระธาตุในวันขึ้น 9 ค่ำ - ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 (ประมาณเดือนมีนาคม) ของทุกปี

 

 

 

ถ่ายโดย webmaster Thai-Tour.Com dated Oct 8, 2001

 


อ่านต่อรายละเอียด วัดพระธาตุช่อแฮ
---------------------------------------

พระธาตุจอมแจ้ง

 

อยู่ในท้องที่ตำบลช่อแฮ เลยพระธาตุช่อแฮไป 1 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัดราว 10 กิโลเมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 1331 ไม่ปรากฏชื่อผู้สร้าง องค์พระธาตุจอมแจ้งสีทอง สูง 29 เมตร ฐานกว้าง 10 เมตร เดิมเรียกว่า พระธาตุจวนแจ้งเนื่องจากสมัยที่พระพุทธองค์เสด็จถึงสถานที่นี้จวนสว่างพอดี ต่อมาเพี้ยนเป็นจอมแจ้ง เชื่อกันว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า ที่นี่มีศาลาเรียกว่าพิพิธภัณฑ์ตำบลป่าแดง หรือพิพิธภัณฑ์ของจังหวัด รวบรวมสิ่งของโบราณที่หาดูได้ยาก

 


อ่านต่อรายละเอียด พระธาตุจอมแจ้ง
---------------------------------------

อนุสาวรีย์พระยาไชยบูรณ์

อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดแพร่ ประมาณ 4 กม. ริมทางหลวงแผ่นดินสาย 101 พระยาไชยบูรณ์เป็นข้าหลวงเมืองแพร่ รับราชการระหว่าง พ.ศ.2440-2445 ในปีพ.ศ.2445 พวกเงี้ยวในเมืองแพร่ก่อการกบฏ ท่านถูกพวกเงี้ยวฆ่าตายเนื่องจากไม่ยอมลงนามยกเมืองแพร่ให้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้ส่งกองทหารมาปราบพวกเงี้ยว แล้วสร้างอนุสาวรีย์ให้กับพระยาไชยบูรณ์เป็นอนุสรณ์ และเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาราชฤทธานนท์พหลพลภักดี

อนุสาวรีย์พระยาไชยบูรณ์


อ่านต่อรายละเอียด อนุสาวรีย์พระยาไชยบูรณ์
---------------------------------------

วัดพระธาตุดอยเล็ง

วัดพระธาตุดอยเล็งอยู่คู่กับพระธาตุช่อแฮและพระธาตุจอมแจ้งมาหลายร้อยปี คำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในตำบลป่าแดง และตำบลป่าแดงและตำบลช่อแฮได้เล่าไว้ว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์มาดอยลูกหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ของดอยธชัคคะบรรพต เสด็จมาถึงจวนแจ้งณ ที่นั้นเรียกว่าดอยจวนแจ้ง (ใกล้ว่าง) ปัจจุบันเรียกว่าพระธาตุจอมแจ้ง หลังจากนั้นจึงได้เสด็จมาทางทิศเหนือถึงธชัคคะบรรพตได้มาประทับอยู่ที่นั่น ได้มีขุนลัวะอ้ายก้อมเป็นผู้อุปฐากทรงมอบพระเกศาธาตุไว้ที่ธชัคคะบรรพตลูกนั้ปัจจุบันนี้เรียกว่าพระธาตุช่อแฮ แล้วได้เสด็จขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ทรงประทับอยู่ ณ ดอยลูกหนึ่ง

บรรยากาศบริเวณวัดพระธาตุดอยเล็งวัดพระธาตุดอยเล็งวัดพระธาตุดอยเล็ง


อ่านต่อรายละเอียด วัดพระธาตุดอยเล็ง
---------------------------------------

วัดพระนอน

วัดพระนอน อยู่ใกล้วัดหลวงบนถนนพระนอนเหนือ มีพระอุโบสถแบบเชียงแสนคือไม่มีหน้าต่าง แต่ทำเป็นช่องรับแสงแทน ส่วนหน้าบันแกะสลักอย่างงดงามเป็นลายก้านขด มีภาพรามเกียรติ์ประกอบ ส่วนวิหารตกแต่งชายคาด้วยไม้ฉลุโดยรอบ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางสีหไสยาสน์ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นยาว 9 เมตรลงรักปิดทองตลอดองค์    วัดพระนอนเป็นวัดโบราณสถานที่มีอายุ นับพันปี สร้างด้วยศิลปะแบบผสมผสานถึงสามยุค คือ เชียงแสน สุโขทัย และอยุธยาตอนปลาย วัดพระนอนสร้างโดย เจ้าพระยาชัยชนะสงคราม และพระนางเจ้าอู่ทองศรีพิมพา    เมื่อ จ.ศ. ๒๓๖ แต่เดิมนั้นวัดนี้ มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ คือพระนอนซึ่งองค์จริงนั้นเป็นหินยาวขนาดหกศอกต่อมาเจ้าปู่ท้าวคำซึ่งเป็น พระอัยการของเจ้าชัยชนะสงคราม เห็นว่า ไม่ปลอดภัยจึงสั่งให้สร้างพระนอนองค์ใหญ่ ครอบองค์เดิมไว้ และช่วยกันตกแต่งพระพุทธ รูปนอนองค์ใหญ่ให้สวยงามพอดีมีกองทับพม่ามารุกรานเมืองโกศัยาวเมืองก็ตื่นกลัวพากันอพยพหลบหนี้ไปตามป่าเขาโดยยังมิทันได้ฉลองพระพุทธรูปองค์นอน เจ้าพระยาชัยชนะ สงครามเห็นเหตุการณ์ ดังนั้น จึงตรัสสั่งมเหสีว่า "ดูกร เจ้าพิมพาศึกมาถึงบ้านเมืองความแตกตื่นย่อมมีดังนี้ขอให้สร้างให้เสร็จแล้วทำบุญวันรุ่งขึ้นของวันใหม่" แล้วเจ้าชัยชนะ สงครามก็ออกศึก และสวรรคตในสนามรบ น้องชาย ท้าวยาสิทธิ์ แสนหาญ ออกรบสู่พม่า ก็หาสาบสูญอีก พระนางพิมพาจึงได้ลงมือสร้างวัดพระนอน เจดี์ขึ้น แล้วจารึกในแผ่นทองคำ เป็นตัวหนังสือ พื้นเมืองว่า วัดพระนอนนนี้ให้มีการนมัสการไหว้สาในเดือน เก้าเหนือ ขึ้นสสิบห้าค่ำ จึงเป็นงานนมัสการวัดพระนอน เมืองนครโกศัยไม่มีเจ้าปกครองได้ละทิ้ง วัดพระนอนเป็นวัดร้างเป็นเวลานานเท่าใดไม่ปรากฏ มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นคลุมบริเวณวัด มีเถาวัลย์ขนาดใหญ่ ชื่อว่าผักหละ(ชะอม) ขึ้นปกคลุมพระนอนเป็นเวลานาน จนกลายเป็นป่า ต่อมามีพ่อค้าต่างเมืองเดินทางมาค้างแรมบริเวณดังกล่าว เห็นผักหละขึ้นงามดีจึงนำไปทำอาหาร และได้พบเศษอิฐอยู่ทั่วไป พวกพ่อค้าจึงสงสัยว่าเป็นวัดร้าง และนำไปเล่าให้ชาวบ้านฟังชาวบ้านก็แตกตื่น    ช่วยกันหักล้างถางพงพบต้นไม้ใหญ่เป็นต้นมะม่วงขึ้นคลุมพระนอนคล้ายกับร่ม ชาวบ้านเกิดศรัทธา จึงช่วยกันบูรณะ ซ่อมแซมให้สวยงามและแข็งแรง และได้ตั้งชื่อเสียใหม่ว่าวัดม่วงคำ ต่อมาพบแผ่นทองคำจารึกของพระนามพิมพาจึงได้รู้ว่าวัดม่วงคำ แต่เดิมชื่อ วัดพระนอน และสันนิฐานว่าวัดพระนอนนี้ได้สร้างสำเร็จในเดือนเก้าเหนือขึ้นสิบห้าค่ำ ทั้งนี้โดยถือเอาคำจารึกในแผ่นทองคำเป็นหลักและพระ ประธานในวิหารใหญ่นั้นชื่อหลวงพ่อ มงคลทิพณี แต่ไม่ปรากฏหลักฐานในการสร้างแต่มีเพียงตัวหนังสือ เขียนไว้ว่าวัดพระนอนเป็นโบราณสถาน มีแต่นานเนื่องมาน่านับถือมีประวัติสืบเล่าเขาเลื่องลือ ว่าได้ชื่อพระนอนก่อนเก่ากาลอนุชนรุ่นหลังฟังไว้ ขอภูมิใจซึ่งคุณค่ามหาศาลมรดกตกทอดตลอดนาน อยู่คู่บ้านเมืองแพร่แต่นี้เทอญฯ


อ่านต่อรายละเอียด วัดพระนอน
---------------------------------------

หมู่บ้านทุ่งโฮ้ง

เป็นหมู่บ้านในเขตอำเภอเมือง ที่มีผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ขึ้นชื่อมาก ได้แก่ ผ้าม่อฮ่อม ซึ่งถือกันว่ามีเนื้อดี ทนทาน และสวยงาม นักท่องเที่ยว นิยมซื้อหาไว้ เป็นของที่ละลึก การเดินทาง ใช้เส้นทางสาย แพร่-น่าน ไปประมาณ ๔ กิโลเมตรครับ    ประวัติไทยพวนบ้านทุ่งโฮ้ง  ไทยพวนบ้านทุ่งโฮ้ง ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่า ผู้แก่และจากการค้นคว้าในหนังสือประวัติศาสตร์พบว่า อพยพมาจากเมืองพวน แขวงเมืองเชียงราย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประมาณ พ.ศ. 2360 – 2380 ไทยพวนบ้านทุ่งโฮ้ง หรือชื่อเดิมเรียกว่า บ้านทั่งโฮ้ง “คำว่าทั่ง” หมายถึง ทั่วที่รองรับการตีเหล็ก คำว่า “โห้ง” เป็นภาษาไทยพวน หมายถึงสถานที่เป็นแอ่งลึกลงไป คนพวนว่า “มันโห้งลงไป” สมัยก่อนนั้นคนพวนบ้านทุ่งโฮ้งจะมีเตาตีเหล็กกันแทบทุกหลังคาเรือน เขาจึงเรียกว่า “บ้านทั่งโห้ง” ส่วนคำว่า “ทุ่งโฮ้ง” คงจะเป็นคำเพี้ยงจากคำว่า “ทั่งโห้ง”    อาชีพหลักของชาวบ้านทุ่งโฮ้ง คือการทำผ้าหม้อห้อมแท้ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของบรรพบุรุษ ที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน และเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดแพร่ จนได้รับการคัดเลือกเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP เชิงหัตถกรรม (OTOP Village Champion Handicrafts Tourism)    ผลิตภัณฑ์โดดเด่น  ผ้าหม้อห้อม หม้อห้อมเป็นคำพื้นเมือง จากคำสองคำคือ “หม้อ” และ “ห้อม” หม้อเป็นภาชนะอย่างหนึ่งที่ใช้ในการบรรจุน้ำ หรือของเหลวมีทั้งเล็กและใหญ่ ส่วนห้อมนั้น เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง ที่ใช้ลำต้นและใบมาหมัก ในน้ำตามกรรมวิธีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ จะให้เป็นสีกรมท่าโดยนำผ้าขาวไปย้อมให้เป็นสีกรมท่าที่เรียกว่า “ผ้าหม้อห้อม”    ผ้าหม้อห้อม เป็นผลิตภัณฑ์ของหมู่บ้านทุ่งโฮ้งที่มีความโดดเด่น เนื่องจากเป็นเอกลักษณ์ของชาวทุ่งโฮ้ง และชาวแพร่มาช้านาน ตลอดจนเป็นชุดแต่งกายประจำถิ่นของชาวแพร่ และชาวบ้านทุ่งโฮ้งที่สวมใส่ ในชีวิตประจำวัน และงานประเพณีต่างๆ จึงถือเป็นเอกลักษณ์ของชาวแพร่ ดังคำขวัญของจังหวัดแพร่ที่กล่าวไว้ว่า “หม้อห้อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม”    การจัดการด้านการท่องเที่ยว  บ้านทุ่งโฮ้งมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวสำหรับบริการให้ข้อมูลและเอกสารแก่นักท่องเที่ยวพร้อมทั้งยังเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้า OTOP ภายในหมู่บ้านอีกด้วย และเป็นหมู่บ้านเชิงหัตถกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถชมกระบวนการผลิตผ้าหม้อห้อมได้ทุกขั้นตอน และสามารถเลือกซื้อได้โดยตรงจากชาวบ้าน  นักท่องเที่ยวสามารถพักแรมที่หมู่บ้านได้เพราะมี Home Stay ไว้สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย


อ่านต่อรายละเอียด หมู่บ้านทุ่งโฮ้ง
---------------------------------------

หมู่บ้านโป่งศรี

ตำบลถิ่น อำเภอเมือง เป็นหมู่บ้านซื้อขายแลกเปลี่ยนวัตถุเก่าเก็บ ทั้งที่เป็นของมีค่าและเครื่องใช้ ในชีวิตประจำวันที่เป็นของเก่า รวมทั้งมีผลิตภัณฑ์เครื่องเงินขาย


อ่านต่อรายละเอียด หมู่บ้านโป่งศรี
---------------------------------------

หมู่บ้านร่องฟอง

เป็นหมู่บ้านผลิตเครื่องมือเกษตรที่ทำจากเหล็ก เช่น จอบ เสียม มีด พร้า เคียว ชมวิธีการตีเหล็ก และการทำผลิตภัณฑ์จากผ้าร่ม การเดินทางใช้เส้นทางหมายเลข 101 (สายแพร่-น่าน) ประมาณ 4 กม.แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 1101 จะพบป้ายบอกทางเข้าหมู่บ้าน

ดั่งเดิมหมู่บ้านร่องฟองเป็นชาวไทยใหญ่ ชาวบ้านตั้งหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่ที่ ที่มีห้วยน้ำไหลผ่านหมู่บ้าน ห้วยน้ำนั้นถูกเรียกชื่อว่าห้วยฮ่องฟอง ซึ่งคำว่า “ฮ่องฟอง” เป็นภาษาพื้นเมือง ที่บรรพบุรุษได้ตั้งชื่อไว้เนื่องมาจากเมื่อถึงฤดูฝน จะมีน้ำไหลลงมาจากภูเขาด้านตะวันออก น้ำที่ไหลลงมาจะกระทบกับโขดหินตามลำห้วย แตกกระเซ็นเป็นฟองเต็มลำห้วยทุก ๆ ปี จึงเรียกชื่อลำห้วยนี้ว่า “ห้วยร่องฟอง” และด้วยความอุดมสมบูรณ์ของลำห้วยแห่งนี้ บรรพบุรุษจึงตั้งรกรากตามแนวลำห้วย และเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ตามชื่อของลำห้วยว่า “หมู่บ้านร่องฟอง” ตั้งแต่เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2401 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งแต่เดิมเป็นหมู่ที่ 3 ของตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ มีประชากรประมาณ 30 กว่าหลังคาเรือน โดยมีบ่หลักเสนา เสนาธรรม เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่บ้านร่องฟอง (ผู้ใหญ่บ้านแต่เดิมเรียก “บ่หลัก”)อาชีพหลักคือการเกษตร อาชีพเสริมคือรับจ้างเย็บผ้าที่ตำบลทุ่งโฮ้ง นอกจากนี้ยังมีอาชีพทำล้อเกวียนจำหน่าย เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับชุมชนในขณะนั้น ต่อมามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากรได้เพิ่มขึ้น จึงหันมาเปลี่ยนจากการรับจ้างเย็บผ้าและรับจ้างตีเหล็กจากตำบลทุ่งโฮ้ง มาทำโรงงานตีเหล็กและเย็บผ้ากันเองที่หมู่บ้านร่องฟอง ในสมัยก่อนยังมีในการประกอบอาชีพตีเหล็กและเย็บผ้าน้อย บางครัวเรือนจึงรวมทุนกันทำโดยใช้แรงงานในครัวเรือนและบรรดาญาติพี่น้องเป็นหลัก ยังไม่มีเครื่องมือที่ทันสมัยจึงใช้แรงงานคนในการทำงาน เช่น การตีหุ่นมีด , การสูบลมเป่าไฟ , การลับและขัดมีดให้มีความขาวคม และทำการเผาถ่านเองเพื่อเป็นวัตถุดิบในการเผาเหล็ก ต่อมาการบริหารงานของฝ่ายปกครองมีความสามัคคี ประชากรมีความเข้มแข็ง ประกอบกัปเพื่อการได้มาซึ่งงบประมาณมาพัฒนาชุมชนอย่างเป็นเอกเทศ เพื่อความเจริญในหลาย ๆ ด้าน จึงมีการแยกหมู่บ้าน ออกเป็นห้าหมู่บ้าน และสถาปนาตนเองตั้งเป็นตำบลร่องฟองขึ้น ตำบลร่องฟอง เป็นตำบลเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมในครัวเรือน มีอาชีพหลักตีเหล็กและเย็บผ้า ส่วนด้านการเกษตรเป็นอาชีพเสริม โดยรวมแล้วประชาชนภายในตำบลร่องฟองผู้ชายจะตีเหล็ก ผู้หญิงจะเย็บผ้า สามารถสร้างรายได้ภายในครอบครัวตลอดทั้งปี จึงมีสโลแกนด์ว่า “ชายตีเหล็ก หญิงเย็บผ้า นำหน้าเศรษฐกิจ พิชิตความจน ชุมชนให้ความร่วมมือ” ตำบลร่องฟองอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลร่องฟอง ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2547 มีประกาศจากกระทรวงมหาดไทย เรื่องการยุบรวมองค์การบริหารส่วนตำบลกับองค์การบริหารส่วนตำบล สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลใดที่มีประชากรไม่ถึงเกณฑ์ ให้ยุบรวมกับองค์การบริหารส่วนตำบลใกล้เคียงที่มีเขตติดต่อกันภายในเขตอำเภอเดียวกันตามเจตนารมณ์ของประชาชนในเขตตำบลนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 41 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงประกาศยุบองค์การบริหารส่วนตำบลโดยให้รวมพื้นที่เข้ากับองค์การบริหารส่วนตำบล ดังนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำชำ รวมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลร่องฟอง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ และเรียกชื่อว่าองค์การบริหารส่วนตำบลร่องฟอง ประกาศ ณ วันที่ 6 เดือนกันยายน พ.ศ.2547 ดังนั้นตำบลน้ำชำจึงอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลร่องฟอง ตำบลน้ำชำมี 4 หมู่บ้าน อาชีพหลักทำการเกษตร สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์คือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ยี่ห้อ “อิ่มทิพย์” เกิดจากภูมิปัญญาและการรวมตัวกันของกลุ่มแม่บ้านตำบลน้ำชำ โดยมีตลาดรองรับอยู่ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดแพร่ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลน้ำชำคือวนอุทยานแพะเมืองผี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีตำนานอันลึกลับมาเป็นเวลายาวนาน มีนักท่องเที่ยวมาแวะเยี่ยมชมความสวยงามตลอดทั้งปี สามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้ชาวบ้านได้


อ่านต่อรายละเอียด หมู่บ้านร่องฟอง
---------------------------------------

น้ำตกแม่แคม

อยู่ในเขตตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จากสี่แยกบ้านทุ่งข้ามสะพานข้ามคลองแม่สาย แล้วเลี้ยวซ้าย ไปตามถนนสายป่าแดง-ทุ่งโฮ้ง 4 กม. จะมีป้ายแยกทางไปน้ำตกแม่แคมอีก 12 กม. น้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มี 2 ชั้น น้ำไหลแรงตลอดปี สภาพทั่วไปเป็นป่า เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบ การเดินป่า 


อ่านต่อรายละเอียด น้ำตกแม่แคม
---------------------------------------

น้ำตกตาดหมอก

อยู่ที่ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 22 กม. เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มี 3 ชั้น สวยงามมาก แต่ต้องเดินทางเท้าเข้าไปอีกราว 1 กม.


อ่านต่อรายละเอียด น้ำตกตาดหมอก
---------------------------------------

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน

ห่างจากตัวเมืองไปตามถนนแพร่-สูงเม่น ประมาณ 3 กม. ในบริเวณเดียวกับสวนอาหารบ้านฝ้าย พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน เป็นสถานที่จำลองชีวิตความเป็นอยู่ในรูปแบบอาคารบ้านเรือน และของใช้ในครัวเรือนของชาวเมือง เมื่อราว 100 กว่าปีมาแล้ว    เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 - 22.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 5452 3114    ข้อมูลการเดินทางไปพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน  ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองแพร่ ไปตามถนนแพร่ - สูงเม่น ประมาณ 3 กิโลเมตร อยู่ในบริเวณเดียวกับสวนอาหารบ้านฝ้าย ถนนยันตรกิจโกศล


อ่านต่อรายละเอียด พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน
---------------------------------------

วัดพระธาตุถิ่นแถนหลวง

วัดพระธาตุถิ่นแถนหลวง ภายในวัด มี พระมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 109 องค์ ทั้งเป็นของโบราณและของสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก วิหารหลวงประดิษฐานพันองค์ หอวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตึก 3 ชั้น และเสนาสนะอื่น ๆ จนเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน

วัดพระธาตุถิ่นแถนหลวงบรรยากาศภายในวัดพระธาตุถิ่นแถนหลวงวัดพระธาตุถิ่นแถนหลวงวัดพระธาตุถิ่นแถนหลวงวัดพระธาตุถิ่นแถนหลวงวัดพระธาตุถิ่นแถนหลวง


อ่านต่อรายละเอียด วัดพระธาตุถิ่นแถนหลวง
---------------------------------------

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

หัวหิน  เกาะเสม็ด   เกาะช้าง  เกาะเต่า  พัทยา  ภูเรือ  เขาใหญ่  เขาค้อ  ดอยอินทนนท์  สวนผึ้ง

บริษัท ไทยทัวร์ อินโฟ จำกัดด
Email: info@thai-tour.com All rights reserved by Thai-Tour.Com with TAT License 11/04452
เกี่ยวกับเรา | นโยบายความเป็นส่วนตัว | การใช้เวปไซต์ | โฆษณา