สถานที่ท่องเที่ยว
เกาะเสม็ด เกาะช้าง พัทยา ปาย เขาค้อ ที่พักหัวหิน   
นครศรีธรรมราช Nakornsithammarat English Version Click Here.......

นครศรีธรรมราช

>

ที่พักนครศรีธรรมราช

>

แผนที่นครศรีธรรมราช

>

ร้านอาหารนครศรีธรรมราช

>

การเดินทางนครศรีธรรมราช

>

ประวัตินครศรีธรรมราช


 อำเภอเมือง นครศรีธรรมราช


พระพุทธสิหิงค์

ประดิษฐานภายในหอพระพุทธสิหิงค์บริเวณศาลากลางจังหวัด เป็นพระพุทธรูปสำคัญที่ตามตำนานกล่าวว่า พระมหากษัตริย์ลังกาโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 700 และมาอยู่ประเทศไทยในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ปัจจุบันพระพุทธสิงหิงค์ ในประเทศไทยมีอยู่ 3 องค์ คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร พระวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ และหอพระพุทธสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราชหอพระพุทธสิหิงค์นี้เดิมเป็นหอพระประจำวังของเจ้าพระยานคร (น้อย) ภายในหอแบ่งเป็นสองตอน ตอนหน้าเป็นที่ประดิษฐานองค์พระพุทธสิหิงค์และพระลากเงิน พระลากทอง ส่วนหอ ตอนหลังเป็นที่บรรจุอัฐิของสกุล ณ นคร

 


อ่านต่อรายละเอียด พระพุทธสิหิงค์
---------------------------------------

หอพระอิศวร

ตั้งอยู่ริมถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง ตรงข้ามหอพระนารายณ์ หอพระอิศวรเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพพระอิศวร อันเป็นเทพองค์หนึ่งของพราหมณ์ ใช้เป็นเทวสถานสำหรับประกอบพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยา แต่ของเดิมชำรุดไปหมดแล้วอาคารที่ปรากฏทุกวันนี้ เป็นอาคารที่กรมศิลปากรบูรณะขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2509 ทางด้านเหนือของหอพระอิศวรเป็นวัดเสมาเมือง ทางด้านใต้เป็นเสาชิงช้า ซึ่งสร้างขึ้นใหม่แทนของเก่าซึ่งใช้ในพิธียัมปวาย และตรีปวาย ของพราหมณ์ เมืองนครศรีธรรมราช

โดยจำลองแบบมาจากเสาชิงช้าในกรุงเทพฯ แต่มีขนาดเล็กกว่า และ เพิ่งเลิกไปเมื่อ พ.ศ. 2468 เดิมหอพระอิศวรเป็นที่ประดิษฐานเทวรูป พระอิศวรหลายองค์ เป็นปางหรือภาคต่างๆ กัน ซึ่งเป็นเทพสูงสุดตามความเชื่อของพราหณ์ลัทธิไศวนิกาย แต่เดิมใกล้ๆ กับเสาชิงช้า มีโบสถ์พราหมณ์อยู่หลังหนึ่ง แต่ปัจจุบันผุพังลงจนไม่เหลือซากแล้ว ภายในบริเวณโบสถ์เป็นแหล่งที่พบชิ้นส่วนเทวรูปที่หล่อด้วยสำริดอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18 - 25 หลายองค์ด้วยกัน อาทิ พระพิฆเนศวร พระศิวะนาฏราช พระอุมา และรูปหงส์ นับว่าเก่าแก่มีค่ายิ่งนัก ซี่งต่อมาได้ย้ายมาไว้ในหอพระอิศวรชั่วคราว และจากนั้นทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกรงว่าจะสูญหายไป จึงได้ย้ายมาเก็บรักษาไว้ในห้องจัดแสดงของทางพิพิธภัณฑ์ โดยหล่อรูปจำลองไว้แทนที่ในหอพระอิศวร

 


อ่านต่อรายละเอียด หอพระอิศวร
---------------------------------------

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

ตั้งอยู่ริมถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง วัดพระมหาธาตุเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชั้นวรมหาวิหาร เดิมชื่อวัดพระบรมธาตุ เป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของ ภาคใต้และประเทศไทย ตามตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ตามตำนานกล่าวว่า พระบรมสารีริกธาตุเสด็จมาสู่หาดทรายแก้ว โดยนางเหมชาลาฒ และพระธนกุมาร เมื่อประมาณปี พ.ศ.๘๓๔ จึงได้สร้างพระบรมธาตุ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ผู้ปกครองเมืองนครศรีธรรมราช จะก่อสร้างตกแต่งเพิ่มเติมอยู่เสมอ เพื่อสร้างสมความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชน ที่มีต่อองค์พระบรมธาตุเช่น สมัยศรีวิชัยได้สร้างเป็นเจดีย์ทรงศรีวิชัย ต่อมาในรัชสมัยพระเจ้าจันทรภาณุ เมื่อประมาณปี พ.ศ.๑๗๙๐ ได้ทรงสร้างเป็นเจดีย์ทรงลังกาครอบองค์เจดีย์เดิมแบบศรีวิชัยไว้ภายใน

พระบรมธาตุเจดีย์ ประดิษฐานอยู่ภายในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นปูชนียสถานอันเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงสุดของชาวนครศรีธรรมราช และชาวใต้ทั้งปวง ไม่ปรากฎหลักฐานที่แน่นอนเกี่ยวกับประวัติการสร้างตามตำนานกล่าวว่า พระเจดีย์องค์เดิมสร้างตามความเชื่อของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เมื่อประมาณปี พ.ศ.๑๓๐๐ สมัยอาณาจักรตามพรลิงค์ ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมแบบศรีวิชัย ต่อมาเมื่อได้มีการติดต่อสัมพันธ์กับพระภิกษุลังกา โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมราช ได้นิมนต์พระภิกษุลังกามาตั้งคณะสงฆ์ในเมืองนครศรีธรรมราชเป็นการสถาปนาพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ในระยะนั้นพระบรมธาตุองค์เดิมชำรุดทรุดโทรมมาก พระภิกษุลังกาจึงได้ช่วยกันบูรณะปฏิสังขรณ์ให้เป็นสถาปัตยกรรมแบบลังกา โดยสร้างพระสถูปแบบลังกาครอบองค์พระเจดีย์เดิม เป็นพระสถูปทรงโอคว่ำปากระฆังติดกับพื้นกำแพงแก้ว ที่มุมกำแพงแก้วมีพระบรมธาตุจำลองประดิษฐานอยู่ทั้งสี่มุม

พระพุทธสิหิงค์  เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองนครศรีธรรมราช ตามประวัติกล่าวว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ.๑๗๙๓ พระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมราช ได้ยกกองทัพเรือไปตีเมืองลังกาครั้งที่ ๑ ได้พระพุทธสิหิงค์มา จึงได้ฉลองสมโภชรวมกับพระบรมธาตุเจดีย์ เมื่อปี พ.ศ.๑๗๙๓ โดยมีนางพญาเลือดขาวนำเสด็จแทนพระเจ้าจันทรภาณุจากลังกา พระพุทธสิหิงค์  มีลักษณะทางศิลปกรรมอยู่ในตระกูลช่างแบบนครศรีธรรมราชที่เรียกกันว่า แบบขนมต้ม ประดิษฐานอยู่ในหอพระพุทธสิหิงค์ ในบริเวณวังเจ้านครเก่า ปัจจุบันเป็นศาลากลางจังหวัด เปิดให้ประชาชนได้เข้าไปสักการะบูชาในเวลาราชการทุกวัน ในวันสงกรานต์ ชาวนครศรีธรรมราชจะอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์แห่ไปยังสนามหน้าเมือง เพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำ เพื่อความเป็นสิริมงคลเป็นประจำทุกปี

 ด้านหน้าวัดมีงานวันนี้ท้องฟ้าเป็นใจมากลดน้ำให้กับพระพุทธรูปกราบไหว้พระพุทธรูปวัดพระบรมมหาธาตุฯเพดานวัดพระธาตุเคาะระฆังเอาฤทธิ์เอาชัยหน้าโบสถ์พระประทานด้านหน้าองค์ใหญ่


อ่านต่อรายละเอียด วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
---------------------------------------

หอพระนารายณ์

ตั้งอยู่ถนนราชดำเนิน เป็นโบราณสถานในศาสนาพราหมณ์อีกแห่งหนึ่ง ตรงกันข้ามกับหอพระอิศวร สิ่งที่พบภายในหอพระนารายณ์ ได้แก่ เทวรูปพระนารายณ์สลักจากหินทรายสีเทาทรงหมวกรูปกระบอกปลายสอบและพระหัตถ์ขวาทรงสังข์ ราวพุทธศตวรรษ ที่ 10-11 ปัจจุบันได้เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช โบราณวัตถุที่ตั้งแสดงอยู่ในหอพระนารายณ์ขณะนี้คือ เทวรูปพระนารายณ์จำลองจากองค์จริงที่พบในแหล่งโบราณคดีแถบอำเภอสิชล

 


อ่านต่อรายละเอียด หอพระนารายณ์
---------------------------------------

พระวิหารสูง

หรือหอพระสูง เป็นปูชยสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองโบราณนครศรีธรรมราชด้านทิศเหนือในบริเวณสนามหน้าเมือง ถนนราชดำเนิน เรียกชื่อตามลักษณะของการ ก่อสร้างของพระวิหารซึ่งสร้างบนเนินดินที่สูงกว่าพื้นปกติดถึง2.10 เมตร สันนิฐานว่าสร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ภายในพระวิหารมีพระพุทธรูปปูนปั้นแกนดินเหนียวสร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย

 


อ่านต่อรายละเอียด พระวิหารสูง
---------------------------------------

กุฏิทรงไทยวัดวังตะวันตก

ตั้งอยู่ริมถนนราชดำเนิน บริเวณที่เชื่อว่าตรงข้ามกับวังตะวันออกอันเป็นนิวาสสถานของเจ้าจอมปราง เดิมเป็นอุทยาน ต่อมาเจ้าพระนคร (น้อย) ยกวังตะวันออก และอุทยานตรงข้ามให้เป็นวัดเช่นเดียวกัน จึงเป็นวัดวังตะวันตก พ.ศ. 2431 พระครูกาชาด (ย่อง) พร้อมด้วยสานุศิษย์ได้สร้างกุฎิขึ้นหมู่หนึ่ง เป็นเรือนเครื่องสับ 3 หลัง มีหลังคาจั่ว แต่ละหลังคาคลุมเชื่อมต่อกัน ตัวเรือนฝาปะกน ตามประตู หน้าต่างและช่องลม ประดับด้วยลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนคร ปี พ.ศ. 2535 สมาคมสถาปนิก สยามคัดเลือกกุฎิวัดวังตะวันตกให้เป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประเภทปูชนียสถานและวัดวาอาราม

กุฎิทรงไทยวัดวังตะวันตกกุฎิทรงไทยวัดวังตะวันตกป้าย กุฎิทรงไทยวัดวังตะวันตกกุฎิทรงไทยวัดวังตะวันตก

 


อ่านต่อรายละเอียด กุฏิทรงไทยวัดวังตะวันตก
---------------------------------------

วัดสวนป่าน

อยู่ใกล้สามแยกหอนาฬิกา ภายในโบสถ์มีจิตรกรรมแบบตะวันตกงดงามมาก เป็นผลงานของ แนบ ทิชินพงศ์ ผู้มีผลงานดีเด่นด้านศิลปของนครศรีธรรมราชวัดสวนป่าน ตั้งอยู่ที่ตำบลในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เป็นวัดธรรมยุต สร้างเมื่อปี พ.ศ.2442 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2525เดิมวัดสวนป่านเป็นวัดที่สำคัญวัดหนึ่ง ตั้งอยู่ในตำบลพระเสื้อเมือง  ต่อมาทางการได้ยุบเข้ารวมกับตำบลในเมือง อยู่ในเขตเทศบาลนคร จ.นครศรีธรรมราช ที่ตั้งเดิมของวัดสวนป่าน เป็นส่วนหนึ่งของบริเวณวังกษัตริย์ หรือเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช มีสภาพเป็นเนินสูงมาก่อน อันเป็นส่วนหนึ่งของภูมิประเทศ ซึ่งเดิมเรียกว่า "กระหม่อมโคก" มีลักษณะเป็นเนินสูงคล้ายภูเขาเล็กๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อประมาณ 900 กว่าปีมาแล้ว กษัตริย์ผู้ตั้งเมืองใหม่ได้ปรับที่เนินนี้ให้ราบเรียบเพื่อตั้งเป็นวัง ส่วนที่ตั้งของวัดไม่ได้ปรับที่เนินให้ราบเรียบ ยังคงรักษาให้เป็นเนินอยู่ตามเดิม เพื่อใช้เป็นที่เลี้ยงช้างหลวง มีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ มีโรงเลี้ยงช้างอยู่ 3 โรง จึงไม่มีผู้ใดแม้แต่ลูกหลานหรือเชื้อสายของกษัตริย์ ประสงค์จะใช้เป็นที่อยู่อาศัย เพราะความเชื่อที่ว่า ที่นี่ช้างอยู่ ช้างเกิด ช้างตาย มาก่อน คนจะไปอยู่อาศัยไม่ได้ มักจะมีอันต้องเสียชีวิตหรือไม่ก็ทำให้เดือดร้อนต่างๆ  บริเวณเนินสวนป่านจึงถูกทอดทิ้งให้รกร้างว่างเปล่าอยู่เป็นเวลานาน ต่อมาท่านเจ้าคุณพระรัตนธัชมุนี (ม่วง เปรียญ) ในสมัยรัชกาลที่ 5 เห็นว่าที่ดินบริเวณโรงเลี้ยงช้างหลวงเป็นที่รกร้างอยู่ และอยู่ใกล้กับศาลากลางจังหวัดและศาลจังหวัด ดูไม่เป็นที่เจริญตา ประกอบกับทางราชการฝ่ายอาณาจักรก็มิได้คิดที่จะใช้ที่ดินบริเวณนั้นให้เป็นประโยชน์ ท่านเจ้าคุณพระรัตนธัชมุนีจึงจัดตั้งวัดขึ้นเป็นวัดของธรรมยุตนิกาย แล้วตั้งชื่อวัดที่ตั้งใหม่ว่า "วัดสวนป่าน"  หลังจากที่เจ้าคุณพระรัตนธัชมุนี (ม่วง เปรียญ) ผู้ก่อตั้งวัดสวนป่านได้ถึงแก่มรณภาพไปเมื่อปี พ.ศ.2477 แล้ว ศิษยานุศิษย์ของท่านเจ้าคุณฯ ได้สร้างเจดีย์แบบลังกาย่อส่วนขึ้นไว้เป็นที่ระลึกถึงท่านเจ้าคุณด้วยความกตัญญูกตเวที ให้เป็นอนุสรณ์ของท่าน ซึ่งเจดีย์นี้ก็ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ในวัดสวนป่านตลอดมาจนถึงทุกวันนี้  วัดสวนป่านเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้เพื่อสืบสานพระศาสนา และยังมีสถานที่สำคัญๆ ปรากฏเด่นเป็นสง่าอยู่ 2 อย่างคือ ศาลาการเปรียญ และอุโบสถ ศาลาการเปรียญ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ นอกจากภายนอกจะมีรูปทรงที่งดงามตามแบบศาสนสถานของไทยแล้ว ภายในยังมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่วัด ที่มีชื่อเรียกว่า "พระหมิด" เป็นพระพุทธรูปสำริดปางประทับยืน โดยรอบองค์พระพุทธรูปมีทองคำเปลวปิดทับซ้อนกันชั้นแล้วชั้นเล่า แสดงให้เห็นพลังศรัทธาของเหล่าชาวพุทธศาสนิกชน ที่มีต่อ "พระหมิด" พระพุทธรูปประจำวัดนี้ ส่วนอุโบสถ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ เป็นศาสนสถานที่วิจิตรงดงามมาก ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ฝีมือชั้นบรมครูของเมืองนครศรีธรรมราช เพราะนอกจากจะมีภาพพุทธประวัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ยังมีภาพประวัติเรื่องราวแสดงถึงความเป็นอยู่ของชาวเมืองนครศรีธรรมราชในสมัยนั้นรวมอยู่ด้วย โดยเฉพาะในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์เคยเสด็จประทับที่วัดนี้ด้วย เนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 80 พรรษา พระครูพิศิษฎ์คณาทร (ท่านมนต์) เจ้าอาวาสวัดสวนป่าน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช จัดสร้างวัตถุมงคล "จตุคามรามเทพ รุ่นหัวใจเศรษฐี" (เทิดไท้องค์ราชันย์) พร้อมทั้งได้ประกอบพิธีบวงสรวงและเททองเป็นปฐมฤกษ์แล้ว ณ มณฑลพิธีหน้าวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2549 โดยมี พระมงคลพุทธิญาณ วัดรามประดิษฐ์ เป็นประธานในพิธีเททอง นายสมศักดิ์ ขำทวีพรหม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ พระเกจิคณาจารย์ดังสายใต้ จำนวน 9 รูป นั่งอธิษฐานจิตภาวนา ได้แก่ หลวงพ่อชม วัดโพธิ์เสด็จ, หลวงพ่อเชื่อง วัดรัตนาราม, หลวงพ่อบุญให้ วัดท่าม่วง, หลวงพ่อชม วัดปากน้ำละแม, หลวงปู่เอื้อม วัดบางเนียน, หลวงพ่อคล้อย วัดภูเขาทอง, หลวงพ่อท้วม วัดศรีสุวรรณ, พระอาจารย์แดง วัดไร่ และหลวงปู่ไข่ วัดลำนาว พร้อมทั้งได้กำหนดพิธีพุทธาภิเษก ณ ศาลหลักเมือง ในวันที่ 16 มี.ค.2550 และพิธีมหาเทวาภิเษก ณ วิหารหลวงวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ในวันที่ 17 มี.ค. 2550 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเงินรายได้สร้างอาคารสอนศีลธรรมและจริยธรรมวัดสวนป่าน และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 80 พรรษา

วัดสวนป่านด้านในวัดด้านหน้าพระอุโบสถวัดสวนป่านพระประทานในพระอุโบสถ


อ่านต่อรายละเอียด วัดสวนป่าน
---------------------------------------

สำนักวิปัสสนากรรมฐานวัดชายนา

ตั้งอยู่ที่ถนนพัฒนาการทุ่งปรัง เป็นสถานที่ที่มีการสอนวิปัสสนากรรมฐานแก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยท่านพุทธทาสภิกขุเป็นผู้ริเริ่ม เพื่อให้เป็นสาขาของวัดสวนโมกข์ บรรยากาศในวัดร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่

 


อ่านต่อรายละเอียด สำนักวิปัสสนากรรมฐานวัดชายนา
---------------------------------------

วัดสวนหลวง

ตั้งอยู่ริมถนนราชดำเนิน ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช อยู่ ภายในเขตเมืองพระเวียงอันเป็นเมืองโบราณ วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงาม นามว่า สมเด็จเจ้าแม่ลาวทอง ปางอุ้มบาตร และเป็นพระพุทธรูปสำคัญในงานประเพณีลากพระในเทศกาลออกพรรษา โดยจะอัญเชิญสมเด็จเจ้าแม่ลาวทองประดิษฐานบน “นมพระ” หรือ “พนมพระ” (บุษบก) และชักลากไปทั่วเมืองเพื่อให้พุทธศาสนานิกชนได้ร่วมบุญด้วยการ ลากพระ” ตามประเพณีโบราณที่สืบทอดกันมา และพระอุโบสถในวัดสวนหลวงนั้นเป็นพระอุโบสถสมัยอยุธยา โดยมีภาพปูนปั้นฝีมือช่างท้องถิ่นเกี่ยวกับพุทธประวัติประดับอยู่ผนังภายในพระอุโบสถ

 


อ่านต่อรายละเอียด วัดสวนหลวง
---------------------------------------

เก๋งจีนวัดประดู่ และ วัดแจ้ง

ตั้งอยู่ริมถนนราชดำเนินใกล้กับสนามกีฬาจังหวัด เป็นวัดคู่แฝด ก่อสร้างในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เป็นที่ประดิษฐานบัวบรรจุอัฐิของพระยานคร และเชื่อว่ารวมถึงพระอัฐิของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชอีกด้วย

 


อ่านต่อรายละเอียด เก๋งจีนวัดประดู่ และ วัดแจ้ง
---------------------------------------

เจดีย์ยักษ์

เจดีย์สูงใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเจดีย์พระบรมธาตุ อยู่ข้างสำนักงานเทศบาลนครศรีธรรมราช บริเวณวัดเจดีย์เดิมซึ่งร้างไปแล้ว สันนิษฐานว่าสร้างโดยโคทคีรีเศรษฐีชาวมอญ กับบริวารที่อพยพหลบภัยมาอาศัยเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อประมาณ ปี 1546(ข้างศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช) ปัจจุบันวัดร้างเหลือเพียงเจดีย์ตามที่เห็นอยู่ในภาพ

เจดีย์สูงใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเจดีย์พระบรมธาตุ อยู่ข้างสำนักงานเทศบาลนครศรีธรรมราช บริเวณวัดเจดีย์เดิมซึ่งร้างไปแล้ว สันนิษฐานว่าสร้างโดยโคทคีรีเศรษฐีชาวมอญ กับบริวารที่อพยพหลบภัยมาอาศัยเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อประมาณ ปี 1546(ข้างศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช) ปัจจุบันวัดร้างเหลือเพียงเจดีย์ตามที่เห็นอยู่ในภาพ มีนิทานเล่าขานตำนานเรื่องระหว่างเจดีย์ยักษ์นี้ กับพระธาตุเจดีย์ เล่าว่า สมัยโบราณปรากฎว่ามียักษ์ตนหนึ่งเข้ามายังเมืองนครศรีธรรมราช ต้องการจับคนในเมืองกินเป็นอาหาร ระหว่างนั้นทางชาวเมืองกำลังก่อสร้างเจดีย์พระธาตุอยู่ ชาวบ้านจึงขอร้องยักษ์ตนนั้นว่าอยากสร้างเจดีพระธาตุให้เสร็จก่อนแล้วจะยอมให้กินเป็นอาหาร ทันใดนั้นก็มีชายผู้หนึ่งนึกพิเรนจึงท้าเจ้ายักษ์ตนนั้นว่าถ้าแน่จริงให้มาแข่งกันสร้างเจดีย์ เจ้ายักษ์ก็รับปาก เวลาผ่านไปเจ้ายักก็เริ่มสร้างเจดีย์ ทางยักษ์ตนนั้นใช้เวลาไม่นานก็สร้างเจดีย์กำลังจะเสร็จแล้ว ทางชาวเมืองเห็นว่ายังไงก็คงไม่มีทางสร้างเสร็จก่อนเจ้ายักษ์แน่ๆจึงคิดอุบายนำผ้าสีเหลืองมาห่มเจดีย์พระธาตุ ด้วยระยะห่างระหว่างพระธาตุกับเจดีย์ยักษ์ทำให้เจ้ายังมองไปเห็นเหมือนว่าชาวเมืองสร้างเจดีเสร็จก่อนตนจึงเกิดโมโหอย่างมาก ด้วยความโกรธจึงใช้มือทุบยอดเจดีย์ของตนที่กำลังจะเสร็จจนยอดหัก แล้วด้วยความอับอายยักษ์ตนนั้นจึงวิ่งออกจากเมืองไป ชาวเมืองดีใจเป็นอย่างมากจึงเกิดประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

 


อ่านต่อรายละเอียด เจดีย์ยักษ์
---------------------------------------

วัดท้าวโคตร

เป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึงของเมืองนครฯ ภายในวิหารมีจิตรกรรมบนแผ่นไม้ประดับอยู่ด้านบนของวิหารทั้งสองด้าน เป็นศิลปะต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ภายในบริเวณวัด มีเจดีย์ปรักหักพังสมัยศรีวิชีย ด้านหลังหอระฆังมีกุฏิไม้ตกแต่งด้วยลายฉลุที่งดงามน่าชมวัดท้าวโคตรเป็นวัดที่อยู่คู่นครศรีธรรมราชมานาน สมัยที่ฉันเริ่มมาอยู่ที่นครศรีธรรมราชก็ไม่ได้เห็นความพิเศษใดๆนอกจากเป็นวัดเก่าแห่งหนึ่ง มีตลาดตอนบ่ายที่มีของขายเยอะ มีขนมแบบเดิมๆให้เลือกซื้อหา ฉันมาสนใจวัดท้าวโคตรเพราะพ่อบอกว่าสมัยพ่อเด็กๆต้องมาเรียนหนังสือที่นครและได้พักที่วัดท้าวโคตรนี่เอง ความทรงจำของพ่อจึงเป็นภาพของวัดท้าวโคตรเมื่อ 70 ปีก่อน ตอนนั้นพ่อเข้ามาเรียนชั้น ม.1 - ม.3(แบบเก่า) ที่โรงเรียนวัดบูรณและโรงเรียนประจำจังหวัดชาย  พ่อบอกว่าโบสถ์หลังเก่าเป็นโบสถ์ทีพ่อคุ้นเคย ปัจจุบันข้างในมีพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ซึ่งเป็นของมีมาแต่เดิม มีตู้เก็บของวางอยู่ทางซ้ายขององค์พระซึ่งพ่อบอกว่าแต่เดิมเป็นตู้หนังสือพระ ตัวโบสถ์ยังเหมือนเดิม แต่หลังคาคงบูรณะใหม่ ของเดิมเป็นหลังคาสีดำๆ ฉันพยายามถามว่าเมื่อก่อนจะเดินขึ้นโบสถ์อย่างไรเพราะจะเห็นว่าโบสถ์ตั้งอยู่บนเนิน พ่อบอกว่าจำไม่ได้ แต่ไม่รู้สึกว่าต้องขึ้นบันไดเหมือนปัจจุบัน อาจจะเป็นเนินลาดขึ้นเฉยๆ ในความทรงจำของพ่อโบสถ์อยู่ไกลจากถนนมาก เทียบกับปัจจุบันที่อยู่ชิดถนน ก็ต้องเดาว่าเดิมถนนมีขนาดเล็ก และตัวถนนอาจจะอยู่ชิดไปอีกด้านหนึ่งไม่ได้ชิดด้านวัดขนาดนี้  ภายในโบสถ์หลังเก่า พระพุทธรูปปูนปั้น หลังชิดขอบผนัง มีค้างคาวมาอยู่บนเพดานเต็มไปหมด กุฏิหลังที่พ่อเคยอยู่ ตอนนี้เป็นกุฏิเจ้าอาวาสที่ก่อสร้างใหม่แล้ว ของเดิมจะเป็นคล้ายกับกุฏิข้างๆคือเป็นไม้ มีบันไดปูน หลังที่ยังเหลืออยู่สภาพทรุดโทรมมากแล้ว พ่อบอกว่าหอฉันยังอยู่ที่เดิม

ด้านข้างของวัดท้าวโคตร

พระประทานของวัดท้าวโคตรพระอุโบสถเรือนไม้ติดกับวัด


อ่านต่อรายละเอียด วัดท้าวโคตร
---------------------------------------

บ้านหนังตะลุงสุชาติ ทรัพย์สิน

บ้านหนังตะลุงสุชาติ ทรัพย์สิน เลขที่ 10/18 ถนนศรีธรรมโศก 3 ศิลปินท้องถิ่น ผู้ซึ่งได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (ไทยแลนด์ ทัวริสซึ่ม อวอร์ด) ประจำปี 2539 รางวัลดีเด่นประเภทวัฒนธรรมและโบราณสถาน บ้านหนังตะลุงสุชาติเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายตัวหนังตะลุงและหนังใหญ่ อีกทั้งยังมีการแสดงในลักษณะสาธิตในบริเวณบ้านหนังตะลุง นอกจากนี้ยังได้แบ่งพื้นที่เพื่อจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้านและพิพิธภัณฑ์หนังตะลุงนานาชาติ สนใจเข้าชมและศึกษาศิลปวัฒนธรรมได้ทุกวัน ที่ โทร. (075) 346394

 หนังตะลุงชิ้นงานหนังตะลุงตัวตลกที่โชว์เครื่องปั้นดินเผาโรงฉายหนังตะลุง


อ่านต่อรายละเอียด บ้านหนังตะลุงสุชาติ ทรัพย์สิน
---------------------------------------

กำแพงเมือง

กำแพงเมืองเดิมก่ออิฐถือปูนทั้งสี่ด้าน มีเชิงเทิน ใบเสมา มุมกำแพงทั้งสี่ด้านมีป้อมมุมละป้อม กำแพงทางด้านเหนือและด้านใต้มีประตูเมืองด้านละหนึ่งประตู คือ ประตูชัยเหนือ หรือ"ประตูชัยศักดิ์" และทางด้านใต้ คือ ประตูชัยให้ หรือ ประตูชัยสิทธิ์ ขนาดของเมืองวัดตามกำแพงเมืองยาว 2238.50 เมตร กว้าง 456.50 เมตร ถัดออกจากแนวกำแพงเมืองเป็นคูเมือง โดยคูเมืองด้านทิศเหนือคือ คลองน้อย (หรือคลองหน้าเมืองในปัจจุบัน) ซึ่งขุดไปออกอ่าวไทย กำแพงเมืองตามตำนานเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวสร้างหลังจากที่ะรพเจ้าศรรีธรรมโศกราชอพยพผู้คนหนีไข้ห่ามาตั้งเมืองที่หาดทรายแก้วแล้วโปรดให้สร้างขึ้นและได้รับการ ซ่อมแซมมาโดยลำดับ

เช่น ในครั้งที่พระเมศวรได้เสด็จตีล้านนาเมื่อ พ.ศ.1950 กำแพงเมืองได้รับการซ่อมแซมมาโดยชาวล้านนาต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อปี พ.ศ.2230 มีการซ่อมแซมกำแพงเมืองครั้งใหญ่โดยสร้างป้อมปรกการแบบ Chateau ซึ่งสามารถป้องกันปืนใหญ่แบบตะวันตกได้ และกำแพงเมืองที่เหลือในปัจจุบันที่สร้างโดยสมัยนั้น และสมัยตันกรุงรัตนโกสินทร์ ราวปี พ.ศ. 2327 ได้มีการซ่อมแซมอีกครั้งหนึ่ง โดยพระยานครศรีธรรมราช (พัด) และได้รับการบูรณเพิ่มเติมขึ้นในอีกปี พ.ศ. 2533 เป็นครั้งสุดท้าย ปัจจุบันมีแนวกำแพงเมืองที่หลงเหลืออยู่เป็นแนวขนานไปกับคูเมืองตั้งแต่ประตูชัยเหนือหรือประตูชัยศักดิ์ ไปทางตะวันออกยาวประมาณ 100 เมตร

 


อ่านต่อรายละเอียด กำแพงเมือง
---------------------------------------

สนามหน้าเมือง

ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นสนามรบในอดีต ต่อมากลายเป็นสถานที่ใช้ประกอบพิธีกรรมและกิจกรรมทั้งของรัฐและราษฎร เช่น เคยใช้เป็นที่สร้างพลับพลารับเสด็จพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลต่าง ๆ เป็นที่ประกอบพิธีสงกรานต์ ฝึกทหาร และยุวชนทหาร และจัดงานประเพณีที่สำคัญของชาวนครรวมทั้งงานรื่นเริงอื่น ๆ

 


อ่านต่อรายละเอียด สนามหน้าเมือง
---------------------------------------

สำนักงานโบราณคดีและ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่ 11

พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในเขตตำบลในเมือง บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของวัดสวนหลวงตะวันออกมาก่อนตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ เปิดเมื่อปี พ.ศ. 2517 จัดแสดงโบราณวัตถุที่ค้นพบในแถบภาคใต้ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี และชุมพร มีห้องแสดงศิลปหัตถกรรมของใช้พื้นบ้าน ส่วนสาขาหอสมุดแห่งชาติเปิดบริการให้ประชาชนเมื่อ พ.ศ. 2519 มีหนังสือเก่าที่หายาก และหนังสือสำคัญอื่น ๆ ส่งมาจากหอสมุดแห่งชาติส่วนกลางไว้ศึกษา

ภายในโบราณคดีของโบราณมากแนะนำคนชอบของโบราณ

 


อ่านต่อรายละเอียด สำนักงานโบราณคดีและ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่ 11
---------------------------------------

ศาลาโดหก

อยู่ริมถนนราชดำเนิน เดิมเป็นศาลานอกกำแพงเมืองตรงประตูชัยเหนือ อันเป็นที่พักของคนเดินทาง ซึ่งเข้าเมืองไม่ทัน เพราะปะตูเมืองปิดเสียก่อน เดิมศาลาแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างต้นประดู่ (ต้นโด) หกต้น ชาวนครเรียกว่า "หลาโดหก" ศาลาหลังที่มีอยู่ทุกวันนี้สร้างขึ้นใหม่เป็นศาลาทรงไทยอยู่ริมถนนราชดำเนิน ส่วนต้นประดู่ทั้งหกต้นได้ตายไปหมดแล้ว ทางเทศบาลจึงปลูกขึ้นใหม่เพื่อเป็นที่ระลึกถึงประดู่ทั้งหกต้น

 


อ่านต่อรายละเอียด ศาลาโดหก
---------------------------------------

สระล้างดาบศรีปราชญ์

สระน้ำเก่าแก่ เชื่อว่าเป็นสระที่ใช้ล้างดาบเล่มที่ใช้ประหารศรีปราชญ์เป็นกวีเอกสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่มีความผิดจึงถูกเนรเทศมายังเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อศรีปราชญ์ทำความผิดอีกครั้งหนึ่ง พระยานครศรีธรรมราชจึงได้สั่งประหารชีวิต ปัจจุบันสระล้างดาบศรีปราชญ์ ได้รับการปรับปรุงใหม่ อยู่ในโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช

 


อ่านต่อรายละเอียด สระล้างดาบศรีปราชญ์
---------------------------------------

อนุสาวรีย์ไทย

หล่อด้วยทองแดงรมดำ เป็นรูปทหารสองมือจับปืนติดดาบเตรียมแทง ชาวบ้านเรียกว่า "จ่าดำ" หรือ "เจ้าพ่อดำ" สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ของทหารไทยในภาคใต้ที่เสียชีวิตในการปะทะกับทหารญี่ปุ่น ในสงครามมหาเอเซียบูรพา เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ประดิษฐานอยู่บนถนนราชดำเนินในค่ายวชิราวุธอันเป็นที่ตั้งกองทัพภาคที่ 4 ปัจจุบัน นอกจากนี้ภายในบริเวณค่ายวชิราวุธยังมีห้องประชุม บ้านรับรอง สนามกอล์ฟ สนามยิงปืนและร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกด้วย

 ด้านข้างอนุสาวรีย์วีรไทยด้านหน้าของ อนุสาวรีย์วีรไทย


อ่านต่อรายละเอียด อนุสาวรีย์ไทย
---------------------------------------

พิพิธภัณฑ์เมือง

อยู่ตรงข้ามสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ 84 เป็นสถานที่จัดแสดงประวัติของเมืองนครฯ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ด้วยการนำเสนอเรื่องราวที่ทันสมัย เช่น การค้าขายในอดีต ประวัติบุคคลสำคัญ อาณาจักร วีถีชีวิต ฯลฯ สอบถามข้องมูลโทร 075-358261 (หยุดวันจันทร์)

 ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์เมือง


อ่านต่อรายละเอียด พิพิธภัณฑ์เมือง
---------------------------------------

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ 84 (ทุ่งท่าลาด)

สวนสาธารณะขนาดใหญ่มีเนื้อที่ประมาณ 1,257 ไร่ ตั้งอยู่หลังสนามกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราช พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของ "สวนราชฤดี" ในสมัย ร.5 ภายในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ 84 มี สวนสัตว์เปิด สวนนกนานาชนิด สวนสุขภาพ รวมทั้งทะเลสาบซึ่งเป็นที่อาศัยของนกเป็ดน้ำ ที่อพยพมาจากถิ่นอื่นในช่วงมกราคมถึงมีนาคม ของทุกปี

 


อ่านต่อรายละเอียด สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ 84 (ทุ่งท่าลาด)
---------------------------------------

บางปู

ห่างจากตัวเมืองประมาณ 17 กม. อยู่ริมถนนบริเวณสามแยกบางปู เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผา เดิมบริเวณนี้จะมีการผลิตเฉพาะอิฐและกระถางดินเผาเท่านั้น แต่ปัจจุบันช่างปั้นจากหมู่บ้านโมคลานได้ย้ายออกมาตั้งร้านผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องปั้นดินเผา ได้รับการปรับปรุงรูปแบบและคุณภาพให้มีหลากประเภทมากยิ่งขึ้น

 


อ่านต่อรายละเอียด บางปู
---------------------------------------

วัดท่าโพธิ์วรวิหาร

วัดท่าโพธิ์วรวิหาร สิ่งที่น่าสนใจคือสถาปัตยกรรมของกุฏิท่านเจ้าคุณรัตนธัชมุนี (ม่วง) อดีตเจ้าอาวาสวัด อาคารท่านเจ้าคุณรัตนธัชมุนี (ม่วง)  เป็นกุฏิของท่านเจ้ารัตนธัชมุนี (ม่วง) เป็นตึกสองชั้นแบบตะวันตก หลังคาเป็นทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องดินสีน้ำตาลไหม้ที่ให้ความงามอย่างคลาสสิก สถาปัตยกรรมบางส่วนเลียนแบบตึกยุคโคโลเนียล คือตามระเบียงทำซุ้มโค้ง ตามชายคาระเบียงประดับไม้ฉลุลายอย่างสวยงาม

สถาปัตยกรรม แบบตะวันตก ตึก สองชั้นอาคารท่านเจ้าคุณรัตนธัชมุนีอุโบสถท่าโพธิ์ ด้านหน้าวัดเก่าแก่

 

 


อ่านต่อรายละเอียด วัดท่าโพธิ์วรวิหาร
---------------------------------------

น้ำตกปลิว

น้ำตกปลิวสูง 16 ชั้น ตั้งอยู่ในหุบเขา อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ที่ค่อนข้างที่จะสมบูรณ์ ต้นไม้บางต้นสูง 20 ม. นักท่องเที่ยวมักนิยมที่จะเล่นน้ำบริเวณชั้น 1 และ ชั้น 2 เพราะอยู่ไม่ไกลจากลานจอดรถมากนัก ส่วนชั้นที่สูงๆขึ้นไป ทางขึ้นจะชันเดินทางค่อนข้างลำบาก แทบต้องปีนป่ายพอสมควร จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยม


อ่านต่อรายละเอียด น้ำตกปลิว
---------------------------------------

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

หัวหิน  เกาะเสม็ด   เกาะช้าง  เกาะเต่า  พัทยา  ภูเรือ  เขาใหญ่  เขาค้อ  ดอยอินทนนท์  สวนผึ้ง

บริษัท ไทยทัวร์ อินโฟ จำกัดด
Email: info@thai-tour.com All rights reserved by Thai-Tour.Com with TAT License 11/04452
เกี่ยวกับเรา | นโยบายความเป็นส่วนตัว | การใช้เวปไซต์ | โฆษณา