สถานที่ท่องเที่ยว
เกาะเสม็ด เกาะช้าง พัทยา ปาย เขาค้อ ที่พักหัวหิน   
อ่างทอง แนะนำ รีวิวอยุธยา , ที่พักอยุธยา , คลิก...

อ่างทอง

>

ที่พักอ่างทอง

>

แผนที่อ่างทอง

>

ร้านอาหารอ่างทอง

>

การเดินทางอ่างทอง

>

ประวัติอ่างทอง


อำเภอเมืองอ่างทอง, อ่างทอง
 


วัดราชปักษี

อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศตะวันออกตามเส้นทางหลวงหมายเลข 309 (สายอ่างทอง-อยุธยา) กิโลเมตรที่ 52–53 จากอำเภอเมืองไปทางทิศใต้ประมาณ 3 - 4 กิโลเมตร ภายในวัดมีพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่มีลักษณะคล้ายพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกแต่มีขนาดย่อมกว่าเล็กน้อย สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปเก่าสมัยอยุธยา เดิมองค์พระชำรุดทรุดโทรมอย่างมากปัจจุบันได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ และยังมีพระพุทธรูปสร้างสมัยพระเจ้าทรงธรรมราว พ.ศ. 2163 เดิมพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาเมื่อใกล้จะพังลงน้ำ พระมหาวิเชียร ขันนาค พร้อมด้วยพุทธบริษัทได้ช่วยกันเลื่อนเข้ามาประดิษฐาน ไว้ ณ ที่ปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ. 2490 ต่อมาได้ชักชวนกันสร้างพระวิหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทำการฉลองเมื่อปี พ.ศ. 2502 เพราะเหตุที่ผ่านอุปสรรคจากกิเลสมารตลอด รอดมาได้ อย่างราบรื่น จึงพร้อมใจกันถวาย พระนามนิมิตรว่า “ พระรอดวชิรโมลี ” เพื่อเป็นที่สักการะเคารพบูชาอันศักดิ์สิทธิ์ ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตลอดกาล 5,000 พรรษา

พระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ภายในวัดราชปักษี


อ่านต่อรายละเอียด วัดราชปักษี
---------------------------------------

วัดต้นสน

สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ประมาณปีพุทธศักราช 2310 วัดนี้ตามสันนิษฐานสร้างเมื่อตอนปลาย สมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะอุโบสถหลังเก่ามี บัวอ่อน คันทวย แต่ไม่มีจดหมายเหตุบันทึกไว้เป็นหลักฐาน แต่ผู้เฒ่าแก่เล่ากันต่อๆมา และได้ทรุดโทรมมาจนเกือบจะกลายสภาพเป็นวัดร้าง เพราะไม่มีปูชณียวัตถุแต่อย่างใด ต่อมาปีพุทธศักราช 2488 พระราชสุวรรณโมลี อดีตเจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง ได้ริเริ่มการก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆขึ้น ซึ่งในขณะนั้นเนื้อที่ของวัดมีเพียง 14 ไร่เศษท่านั้น ต่อมาก็ได้ขอซื้อที่ดินขยายที่ตั้งวัดออกมาเรื่อยๆ ขอซื้อหลายครั้งจนได้เนื้อที่วัดเพิ่มขึ้น ปัจจุบันนี้จึงมีเนื้อที่ทั้งหมด 27  ไร่ 3 งาน 32 ตารางวา    วัดต้นสน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2485 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร

ประวัติการสร้างสมเด็จพระศรีเมืองทอง

สมเด็จพระศรีเมืองทอง พระพุทธรูปองค์ใหญ่ หล่อด้วยทองเหลืองทั้งองค์ หน้าตักกว้าง 6 วา 3 ศอก 9 นิ้ว สูง 9 วา 2 ศอก19 นิ้ว ปิดทองคำแท้ทั้งองค์ เป็นที่เคารพนับถือ ของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ปูชนีย์วัตถุที่สำคัญของวัด คือพระพุทธรูปปางสะดุ้งมาร ขนาดหน้าตักกว้าง 6 วา 3 ศอก 9 นิ้ว สูง 9 วา 1 ศอก 19 นิ้ว ได้ถวายพระนามว่า สมเด็จพระนะวะโลกุตตะระธัมมะบดีศรีเมืองทอง เรียกโดยย่อว่า สมเด็จพระศรีเมืองทอง หล่อด้วยโลหะทั้งองค์ ลงรักปิดทอง โดยเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2528 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จฯแทนพระองค์ประกอบพิธีสมพระเกตุสมเด็จพระศรีเมืองทอง วัดต้นสน

พระราชสุวรรณโมลี เจ้าอาวาสวัดต้นสนองค์เดิม เริ่มสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่อันให้นามว่า สมเด็จพระพุทธนวโลกุตร ธัมมบดีศรีเมืองทอง หรือเรียกโดยย่อว่า สมเด็จพระศรีเมืองทอง เมื่อพ.ศ. 2516 โดยมีพระครูอนุศาสน์โสภณเป็นเลขาช่วยสร้างมาโดยตลอด

พระราชสุวรรณโมลีสร้างสมเด็จพระศรีเมืองทองมาได้ถึงพระอุระ (อก) ขององค์พระพุทธรูป ท่านก็ได้มรณภาพลง เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2523 ดังนั้น ท่านพระครูอนุศาสน์โสภณเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันจึงรับช่วงดำเนินการสร้างต่อเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ประวิติจาก http://www.wattonson.net   

 


อ่านต่อรายละเอียด วัดต้นสน
---------------------------------------

วัดอ่างทองวรวิหาร

เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำฝั่งตะวันออก ข้างศาลากลางจังหวัด เดิมเป็นวัดเล็กๆ 2 วัด ชื่อวัดโพธิ์เงิน และวัดโพธิ์ทอง สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อมาในปี พ.ศ. 2443 สมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จทางชลมารคผ่านวัดทั้งสองนี้จึงโปรดฯ ให้รวมวัดสองวัดเป็นวัดเดียวกัน และพระราชทานนามว่า “วัดอ่างทอง” วัดนี้มีพระอุโบสถที่งดงาม มีพระเจดีย์ทรงระฆังประดับด้วยกระจกสีทองด้านและหมู่กุฏิทรงไทยสร้างด้วยไม้สักงดงามเป็นระเบียบซึ่งล้วนเป็นสถาปัตยกรรมตามแบบศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

วัดอ่างทองพระอารามหลวง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีวัดอ่างทองวรวิหารพระเจดีย์ภายในวัดอ่างทอง


อ่านต่อรายละเอียด วัดอ่างทองวรวิหาร
---------------------------------------

ศาลหลักเมืองอ่างทอง

ศาลหลักเมือง เป็นหลักชัยและหลักใจของประชาชน เป็นศูนย์รวมแห่งความร่วมมือร่วมใจกันด้วยความศรัทธาความสามัคคี ศาลหลักเมืองเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานที่สิงสถิตของเทพารักษ์ พระเสื้อเมือง และพระทรงเมือง ซึ่งจะปกป้องรักษาและปัดเป่าภัยพิบัติต่าง ๆ เพื่อให้บ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองและประชาชนอยู่ร่มเย็นเป็นสุข ในจังหวัดหนึ่ง ๆ มีศาลหลักเมืองเพียงแห่งเดียว การสร้างศาลหลักเมืองจะต้องได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนจะดำเนินการสร้างได้  จังหวัดอ่างทอง เป็นจังหวัดที่เก่าแก่จังหวัดหนึ่ง จากหลักฐานทางโบราณคดีสันนิษฐานว่ามีชุมชนอาศัยอยู่แต่สมัยทวารวดี แต่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาในสมัย พระมหาธรรมราชา เมื่อประมาณปีพุทธศักราช 2127 กล่าวถึงแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ ตัวเมืองตั้งอยู่ริมแม่น้ำน้อยในสมัยกรุงธนบุรีได้ย้ายเมืองมาตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ประมาณปีพุทธศักราช 2359 ได้ย้ายตัวเมืองอีกครั้งหนึ่ง มาตั้งอยู่ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงปัจจุบัน และได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองอ่างทอง พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เตชะคุปต์) สมุหเทศาภิบาล มณฑลอยุธยา ได้ให้ความเห็นไว้ว่าน่าจะมาจากชื่อ “บางทองคำ” และ “แม่น้ำประคำทอง” ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ตั้งศาลากลางจังหวัดในปัจจุบัน แต่ก็มีผู้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะเมืองตั้งอยู่ในที่ลุ่มมีลักษณะคล้ายอ่างและเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ มีพืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์จึงถือเป็นเมืองเงินเมืองทอง

จากประวัติศาสตร์ปรากฏว่าได้มีการย้ายที่ตั้งเมืองถึง 3 ครั้ง แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่า ได้มีการสร้างศาลหลักเมืองไว้ ณ ที่ใด    ดังนั้น เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นมิ่งขวัญ เป็นหลักชัย และหลักใจของประชาชนชาวจังหวัดอ่างทอง คณะสงฆ์ ข้าราชการ พ่อค้าและประชาชน จึงได้ร่วมกันจัดหาทุนสร้างศาลหลักเมืองขึ้นโดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงพระกรุราเสด็จไปทรงเป็นประธานวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พุทธศักราช 2533 บัดนี้การก่อสร้างศาลหลักเมืองได้เสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นตัวอาคารจัตุรมุข ยอดปรางค์ หลักคา 2 ชั้น ตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามศาลากลางจังหวัด ซึ่งอยู่ใจกลางเมือง องค์เสาหลักเมืองทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์    บัดนี้ ได้เวลาอันเป็นมหามงคลแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทางอัญเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระสุหร่าย ทรงเจิม และทรงบรรจุแผ่นยันต์ในยอดเสาหลักเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พสกนิกรชาวจังหวัดอ่างทองสืบไป

ข้อมูลจาก http://www.angthongnews.com


อ่านต่อรายละเอียด ศาลหลักเมืองอ่างทอง
---------------------------------------

บ้านทรงไทยจำลอง

บ้านทรงไทยจำลอง บ้านทรงไทย เครื่องเรือนไม้ตาล ตามเส้นทางสายอยุธยา-ป่าโมก และตำบลโพสะ เป็นแหล่งทำส่วนประกอบของบ้านทรงไทยแบบต่างๆ ด้วยฝีมือเชิงช่างที่ละเอียดอ่อนเชี่ยวชาญสืบทอดจากบรรพบุรุษอันคงความเป็นเอกลักษณ์แบบไทย นอกจากนี้ยังมีบ้านทรงไทยจำลองและสินค้าเฟอร์นิเจอร์ทำจากไม้ตาลประเภทต่างๆจำหน่าย  การเดินทาง  ตามเส้นทางสายอยุธยา-ป่าโมก และตำบลโพสะ

แนะนำที่พัก โรงแรมจังหวัดอยุธยา


อ่านต่อรายละเอียด บ้านทรงไทยจำลอง
---------------------------------------

วัดสุวรรณเสวริยาราม

วัดสุวรรณเสวริยาราม อยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ริมถนนสายเอเชีย (ทางหลวงหมายเลข 32 ) กิโลเมตรที่ 103-104 หรือ จากศาลากลางจังหวัดไปตามถนนคลองชลประทานประมาณ 3 กิโลเมตร มีสิ่งที่ น่าสนในคือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถทั้ง 4 ด้าน ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ราวรัชกาลที่ 4-5 เป็นฝีมือช่างหลวง ซึ่งได้รับอิทธิพล ตะวันตก เช่น การแรเงาต้นไม้ เมฆ และการเขียนทัศนียภาพ เป็นต้น มีพระพุทธไสยาสน์ยาวประมาณ 10 เมตร ประดิษ ฐานอยู่ในพระวิหาร นอกจากนี้มีวิหารเก่าแก่อีกหลังหนึ่ง พระเจดีย์และพระพุทธรูปปูนปั้น ซึ่งส่วนเศียรเป็นศิลาทราย แบบอยุธยา นำมาจากวัดโพธิ์ถนน โบราณสถานในวัดนี้มีอายุประมาณ 100 ปี


อ่านต่อรายละเอียด วัดสุวรรณเสวริยาราม
---------------------------------------

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

หัวหิน  เกาะเสม็ด   เกาะช้าง  เกาะเต่า  พัทยา  ภูเรือ  เขาใหญ่  เขาค้อ  ดอยอินทนนท์  สวนผึ้ง

บริษัท ไทยทัวร์ อินโฟ จำกัดด
Email: info@thai-tour.com All rights reserved by Thai-Tour.Com with TAT License 11/04452
เกี่ยวกับเรา | นโยบายความเป็นส่วนตัว | การใช้เวปไซต์ | โฆษณา